วันจันทร์ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2555

Bu Bu Jing Xin : The Epilogue



For full article in English, pls follow the link to read from the original source. Thanks.
http://koalasplayground.com/2011/10/05/summary-of-the-additional-epilogue-for-bu-bu-jing-xin-the-novel/


BBJX ฉบับนิยายซึ่งถูกตีพิมพ์อีกครั้งหลังละครได้รับความนิยมอย่างสูง ถงหัว ได้เขียนบทส่งท้ายเพิ่มขึ้นมาซึ่งไม่มีปรากฏอยู่ในละคร koala ได้สรุปออกมาแบบย่อๆ ดังนี้ค่ะ (ตอนนี้นิยายยังเป็นภาษาจีนอยู่นะคะ ได้แต่หวังว่าจะมีการทำเป็นภาษาอังกฤษออกมาค่ะ)

บทส่งท้ายได้กล่าวถึงเรื่องราวขององค์หญิงเฉิงฮวน (ธิดาขององค์ชาย 13 กับลวี่อู๋) นางเติบโตในวัง สนิทสนมเป็นพิเศษกับองค์ชายหงโจ้ว โอรสองค์ที่ 5 ของหย่งเจิ้น เนื่องจากหย่งเจิ้นเอ็นดูนางเป็นพิเศษเรียกได้ว่าดีต่อนางยิ่งกว่าโอรสของพระองค์เองซะอีก นางถูกส่งไปให้ฮองเฮาเป็นผู้เลี้ยงดู เพราะฮองเฮาไม่มีลูก (นางเคยมีลูก 1 คนแต่เสียชีวิตไปแล้วอย่างที่หย่งเจิ้นเคยบอกกับรั่วซี) ฮองเฮาสิ้นพระชนม์ก่อนหย่งเจิ้น ก่อนพระนางจะสิ้นลมได้ตรัสถามหย่งเจิ้นว่า หากให้เขาเลือกได้อีกครั้งจะยังเลือกนางเป็นฮองเฮาหรือไม่? หย่งเจิ้นตรัสตอบว่านางอยู่ข้างกายเขามา 40 ปีและไม่เคยทำสิ่งใดผิด เป็นภรรยาที่ดีตลอดมา ในสายตาของเขามีนางเท่านั้นที่คู่ควรเป็นฮองเฮา ด้วยคำตอบนี้นางจึงจากไปอย่างสงบ




หลังจากที่รั่วซีจากไปแล้วหลายปี วันหนึ่งวังหลวงก็มีอาคันตุกะมาเยือน เขาคือองค์ชายมองโกล หรือโอรสขององค์หญิงหมิ่นหมิ่นนั่นเอง องค์ชายมาขอเข้าเฝ้าหย่งเจิ้นเพื่อทูลขอองค์หญิงราชวงศ์ชิงไปเป็นชายา หย่งเจิ้นตรัสถามว่านี่เป็นประสงค์จากพ่อหรือแม่ของเขา? องค์ชายทูลตอบว่าเป็นแม่ของเขา หย่งเจิ้นตรัสว่าไม่ทรงมีธิดาที่อายุพร้อมที่จะออกเรือน แต่ทรงมีองค์หญิงที่พระองค์รักยิ่งกว่าธิดาขององค์เองซะอีก หย่งเจิ้นทรงมอบองค์หญิงเฉิงฮวนให้อภิเษกกับองค์ชายมองโกล ในวันที่ต้องเดินทางองค์หญิงเฉิงฮวนหายไปจากวังพร้อมองค์ชายหงลี่และองค์ชายหงโจ้ว เมื่อพวกเขากลับมาได้แบกร่างที่เมามายขององค์หญิงเฉิงฮวนกลับมาด้วย (ฉากนี้คุ้นๆ นะ) หย่งเจิ้นทรงนึกย้อนกลับไปถึงเมื่อครั้งที่องค์ชาย 13 อนุชาที่พระองค์รัก ได้เข้ามาหาพระองค์แล้วบอกว่าเขาพาน้องสาวของพระชายารอง 8 ออกไปดื่มด้วยกันทั้งคืนในคืนวันแต่งงานขององค์ชาย 10 และทำให้ตำหนักองค์ชาย 8 ปั่นป่วนกันไปหมด เมื่อนึกถึงตรงนี้หย่งเจิ้นจึงไม่เอาโทษกับทั้ง 3 คน

เมื่อถึงเวลาที่ต้องเดินทาง องค์หญิงเฉิงฮวนได้แต่ร้องไห้และกอดขาเสด็จลุงฮ่องเต้ของเธอไว้แล้ววิงวอนว่าอย่าส่งนางไปเลย แต่หย่งเจิ้นสั่งให้คนจับตัวนางขึ้นรถ เฉิงฮวนรู้ดีว่าเพราะเสด็จลุงรักนางมากจึงอยากให้นางไปจากวังต้องห้ามแห่งนี้ นางเพียงแต่กลัวที่จะต้องไปเผชิญหน้ากับอนาคตที่ไม่อาจหยั่งรู้ได้ นางไม่เคยรู้ความจริงเรื่องมารดาของนาง (หย่งเจิ้นคงอยากให้เฉิงฮวนไปจากวังเพราะหากวันหนึ่งมีใครรู้เรื่องชาติกำเนิดของลวี่อู๋ เฉิงฮวนจะต้องลำบากแน่ และหากวันนั้นเขาไม่อยู่แล้ว คงไม่มีใครปกป้องนางอีก)




เมื่อองค์หญิงหมิ่นหมิ่นได้ทราบข่าวการสิ้นพระชนม์ขององค์ชาย 13 นางร้องไห้เสียใจโดยไม่ปิดบัง นางสั่งให้สร้างแท่นบูชาสำหรับองค์ชาย 13 และให้โอรสของนางกราบไหว้เขาในฐานะบุตรเขย คืนนั้นองค์ชายพบว่าพระมารดาของเขาร้องเพลงและร่ายรำอยู่หน้าแท่นบูชา เป็นการแสดงเดียวกันกับที่นางเคยแสดงต่อหน้าองค์ชาย 13 เมื่อหลายปีก่อน นางให้คำปฏิญาณต่อองค์ชาย 13 ว่าจะดูแลเฉิงฮวนดุจธิดาของนางเองไปชั่วชีวิต




ตอนที่หย่งเจิ้นสวรรคต ได้สั่งให้ขันทีคนสนิท เกาอู่หย่ง ส่งข้อความไปถึงองค์ชาย 14 ซึ่งยังถูกคุมขังอยู่หลังจากรั่วซีจากไปแล้ว คำสั่งเสียที่หย่งเจิ้นส่งไปถึงอนุชาก็คือ “ข้าจะเอาปิ่นทองเล่มนั้นลงหลุมไปกับข้าด้วย และจะคืนอิสรภาพให้กับเจ้า” ปิ่นทองที่ว่าก็คือปิ่นปักผมของรั่วซีที่องค์ชาย 14 เก็บไว้ มันคือปิ่นอันที่รั่วซีใช้แทงม้าในวันที่แข่งม้ากับองค์หญิงหมิ่นหมิ่นเพื่อช่วยปกปิดความลับให้กับองค์ชาย 14 นี่แสดงให้เห็นว่าองค์ชาย 4 รักรั่วซีมากแค่ไหน เขาจะนำทุกอย่างที่เป็นของนางไปกับเขาด้วย ไม่ยอมให้องค์ชาย 14 เก็บอะไรที่เป็นของนางไว้แม้สักชิ้นเดียว ทั้งยังแสดงให้เห็นว่าองค์ชาย 14 รักรั่วซีมากแค่ไหน ถึงได้เก็บปิ่นอันนั้นไว้กับตัวตลอดเวลาที่ผ่านมา




หลังจากที่หย่งเจิ้นสวรรคตแล้ว คืนหนึ่งองค์ชาย 14 ได้ฝันถึงพระเชษฐาของพระองค์ ตอนนั้นองค์ชาย 14 ทรงอายุ 4 พรรษา พระมารดากำลังป้อนนมแพะให้พระองค์อยู่ องค์ชาย 4 ซึ่งอายุ 15 พรรษาแล้วได้มาเข้าเฝ้าพระมารดาพร้อมอักษรที่ทรงเขียนอย่างสวยงาม พระมารดารับมาเพื่อจะอ่าน พอดีว่าองค์ชาย 14 เกิดสำลักนม พระมารดาจึงใช้กระดาษอักษรนั้นซับนมที่หกเลอะเทอะ องค์ชาย 4 ได้แต่มองอย่างเงียบๆ แล้วเก็บกระดาษที่เปียกนั้นไว้ในแขนเสื้อ ขณะที่พระมารดาไปเปลี่ยนฉลองพระองค์ องค์ชาย 4 ทรงยิ้มให้กับอนุชาแล้วตรัสว่าชื่อของเราเหมือนกัน แล้วทรงใช้น้ำชาเขียนตัวอักษรบนโต๊ะ คงเป็นเพราะองค์ชาย 14 รู้สึกอิจฉาพระเชษฐาที่อ่านออกเขียนได้แล้วจึงลบอักษรนั่นทิ้งไป แล้วตรัสกับพระเชษฐาว่าตัวอักษรของพระองค์นั้นแค่พื้นๆ พระอาจารย์เอ่ยปากชมตัวอักษรที่เขา (องค์ชาย 14) เขียนให้พระมารดาฟังเสมอ

องค์ชาย 14 ตื่นจากฝันพร้อมด้วยน้ำตา เขาไม่รู้ว่าได้ร้องไห้ให้กับองค์ชาย 4 ในวัย 15 พรรษาที่ได้แต่นั่งนิ่งอยู่ในตำหนักของพระมารดาวันนั้น หรือให้กับชีวิตของตัวเองที่เสียเปล่าไปนับแต่วันที่พระบิดาสวรรคต ตอนที่เฉียนหลง (โอรสของหย่งเจิ้นหรือองค์ชายหงลี่) มาปล่อยตัวเขานั้น เขาขอเพียงแค่ม้า 1 ตัว แล้วออกจากวังไปเพื่อดูปักกิ่งที่ไม่เปลี่ยนไปมากนัก เขาไปตามสถานที่ต่างๆ ที่เคยไปกับพวกองค์ชาย เขาต้องการชมเมืองไปเรื่อยๆ เหมือนที่องค์ชาย 13 เคยฝันไว้ ถึงแม้เขาจะไม่ได้รับอนุญาตให้ไปไหนได้ไกลนักก็ไม่เป็นไร เพราะปักกิ่งมีความทรงจำที่เขาอยากรำลึกถึงเมื่อครั้งที่เขากับพวกองค์ชายและรั่วซีเติบโตมาด้วยกัน




องค์หญิงเฉิงฮวนได้หัดวาดภาพ นางได้วาดภาพของท่านอารั่วซีที่นางรัก หย่งเจิ้นเห็นภาพวาดนั้นและได้แต่มองมันอยู่เงียบๆ เฉิงฮวนเคยมอบภาพวาดนี้ให้กับเสด็จลุงฮ่องเต้แต่เขาไม่ยอมรับมัน ตอนนั้นเฉิงฮวนร้องไห้เพราะคิดว่าแม้แต่เสด็จลุงฮ่องเต้ก็ลืมท่านอาแล้ว แต่มีอยู่คืนหนึ่งขณะที่เฉิงฮวนเดินอยู่ในอุทยานกับองค์ชายหงโจ้ว นางพบหย่งเจิ้นนั่งอยู่ในห้องนอนเก่าของรั่วซี มีเพียงเทียนไขเล่มเดียวที่ให้แสงสว่าง ทรงอ่านกระดาษอักษรเก่าๆ ที่รั่วซีเหลือทิ้งไว้ให้ ตอนนั้นเองที่เฉิงฮวนรู้ว่าเสด็จลุงของนางไม่เคยลืมรั่วซีเลย

ถงหัวใช้ความกังวลขององค์ชายหงลี่บรรยายถึงชีวิตของหย่งเจิ้นหลังจากที่รั่วซีจากไป หงลี่กล่าวว่าพระบิดาไม่เคยเสด็จไปหาสนมคนใดอีกเลยตลอดเวลาที่ผ่านมา จึงทำให้ไม่ทรงมีพระโอรสที่จะสืบทอดบัลลังก์นอกจากเขากับหงโจ้ว แต่หงโจ้วรักอิสระและไม่สนใจเรื่องการเรียน หงลี่จึงรู้ดีว่ามีเพียงเขาเท่านั้นที่จะต้องรับภาระนี้ต่อจากพระบิดา เป็นที่รู้กันว่าห้ามเอ่ยชื่อของรั่วซีในวัง หงโจ้วรู้เพียงว่านางเป็นท่านอาที่เฉิงฮวนรักมากๆ และเป็นพระชายาของเสด็จอา 14 แต่หงลี่โตพอแล้วที่จะรู้ความจริงว่านางคือคนสำคัญของพระบิดา

ไม่มีความคิดเห็น: