วันจันทร์ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2555

Yonghe Temple / 雍和宮


The Yonghe Temple, also known as the "Palace of Peace and Harmony Lama Temple", the "Yonghe Lamasery", or - popularly - the "Lama Temple" is a temple and monastery of the Geluk School of Tibetan Buddhism located in the northeastern part of Beijing, China. It is one of the largest and most important Tibetan Buddhist monasteries in the world. The building and the artworks of the temple is a combination of Han Chinese and Tibetan styles.

วัดลามะ ยงเหอกง เป็นสถานที่ที่มีความสำคัญในประวัติศาสตร์จีน เนื่องจากสถานที่แห่งนี้เคยเป็นตำหนักของ “หย่งเจิ้นฮ่องเต้” ฮ่องเต้องค์ที่ 3 แห่งราชวงศ์ชิง ในขณะที่ยังทรงดำรงตำแหน่งเป็น “องค์ชาย 4” ในรัชสมัยของคังซีฮ่องเต้ ทั้งยังเป็นที่ประสูติของ “เฉียนหลงฮ่องเต้” ฮ่องเต้องค์ที่ 4 แห่งราชวงศ์ชิงอีกด้วย (ก็ทรงเป็นโอรสของหย่งเจิ้นนี่เจ้าคะ)



“ยงเหอกง” สร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์ชิง เดิมทีใช้เป็นที่อยู่ของพวกขันที ต่อมากลายเป็นตำหนักขององค์ชาย 4 โอรสของคังซีฮ่องเต้ ซึ่งต่อมาขึ้นครองราชย์เป็นหย่งเจิ้นฮ่องเต้ หลังจากหย่งเจิ้นขึ้นครองราชย์ได้ย้ายไปประทับในพระราชวัง และยกครึ่งหนึ่งให้เป็นสมบัติของพระลามะรูปหนึ่ง (ตามประวัติศาสตร์คือหย่งเจิ้นนับถือและชอบสนทนาธรรมกับพระลามะ ในปู้ปู้ฯ ก็มีบอกไว้นิดหน่อยด้วยเช่นกันค่ะ) ส่วนอีกครึ่งหนึ่งยังคงเป็นตำหนักของหย่งเจิ้น

หลังจากหย่งเจิ้นสิ้นพระชนม์ พระศพถูกนำมาไว้ที่วัดนี้ ต่อมาเฉียนหลงฮ่องเต้ซึ่งขึ้นครองราชย์ต่อจากพระบิดาได้มีพระบรมราชานุญาติให้ทางวัดเปลี่ยนกระเบื้องหลังคาวัดจากสีฟ้าเป็นสีเหลืองเท่ากับยกศักดิ์ฐานะให้เทียบเท่ากับวังหลวง (ในอดีตสีเหลืองจะใช้ได้แค่กษัตริย์เท่านั้น ใครขืนเอาไปใช้เป็นได้คอขาดแน่นอนค่ะ งานนี้ไม่เกี่ยวกับกีฬาสีในบ้านเราแต่อย่างใดนะคะ)




ยงเหอกงถือว่าเป็นวัดลามะที่ใหญ่ที่สุดที่อยู่นอกประเทศทิเบต ภายในวัดแห่งนี้มีสมบัติล้ำค่าอยู่ 3 อย่าง นั่นก็คือ

1.พระพุทธรูปพระศรีอริยเมตไตรยที่ประดิษฐานอยู่ในวิหารว่านฝูเก๋อ เป็นวิหารที่สูงใหญ่ที่สุดในวัด มีหลังคา 3 ชั้น ก่อด้วยไม้ทั้งหมด พระพุทธรูปนี้เป็นปางยืนแกะสลักด้วยไม้จันทน์หอมสีขาว สูง 26 เมตร ส่วนล่าง 8 เมตรฝังอยู่ใต้ดิน อีก 18 เมตรอยู่เหนือพื้นดิน เป็นพระพุทธรูปที่แกะสลักจากไม้ต้นเดียวที่ใหญ่ที่สุดในโลก (มีบันทึกในกินเนสบุ๊คเป็นหลักฐานด้วยค่ะ) แม้เวลาจะผ่านไปหลายร้อยปีแล้วแต่จนถึงเดี๋ยวนี้เนื้อไม้ยังคงแข็งแกร่งไม่สึกไปแต่ประการใด ไม่รู้ว่าคนโบราณเค้าลงน้ำยาอะไรไว้หรือเปล่านะคะ (ภูมิปัญญาชาวบ้าน)

และสำหรับพระพุทธรูปแสนล้ำค่านี้ห้ามถ่ายรูปค่ะ ดังนั้นหากคุณหาข้อมูลเกี่ยวกับยงเหอกงมักจะเจอแต่รูปอาคารด้านนอก ไม่ค่อยมีรูปจากด้านในเพราะเค้าห้ามถ่ายรูป หากคุณต้องการชื่นชมความงามที่อยู่คู่แผ่นดินจีนมานานหลายร้อยปีนี้ คงต้องไปดูด้วยตาตัวเองเท่านั้นค่ะ

2.ก็คือภูเขาพระอรหันต์ 500 รูป สูงเกือบ 4 เมตร ยาวกว่า 3 เมตร แกะสลักด้วยไม้จันทน์หอม ว่ากันว่าเป็นฝีมือการแกะสลักที่ละเอียดลออมากๆ พระอรหันต์แต่ละรูปหน้าตารูปร่างแตกต่างกัน แต่เนื่องจากผ่านศึกสงครามมาหลายคราพระอรหันต์จึงเหลือเพียงแค่ 499 รูปเท่านั้น (ใครแอบมาฉกไปรูปนึงเนี่ย???)

3.ก็คือแท่นพระพุทธรูปในวิหารเจ้าผู่โหลว ด้านในมีพระพุทธรูปพระศากยมุนีที่หล่อด้วยทองเหลือง แท่นพระพุทธรูปแกะสลักด้วยฝีมือที่ประณีตมาก ส่วนบนเป็นเสาไม้แกะสลักมังกรทองคำ 2 เสาค้ำไว้ คานเพดานหุ้มด้วยทองคำ แกะสลักมังกร 99 ตัวพันอยู่โดยรอบ ลักษณะเหมือนมังกรจริงมากๆ (ถ้าเป็นบ้านเรามังกรคงไม่เหลือ โดนแกะไปขายหมดแน่)





วัดลามะ ยงเหอกง แห่งนี้มีชาวพุทธแวะเวียนกันมากราบไหว้บูชาไม่ขาดสาย ทั้งยังเป็นแหล่งรวมศิลปวัฒนธรรมของชนชาติทั้ง 4 คือ จีน แมนจู มองโกล และทิเบต แม้แต่ป้ายชื่อวัดยังมีทั้ง 4 ภาษา และนี่ยังเป็นอีกข้อเท็จจริงที่ทำให้นักประวัติศาสตร์ไม่เชื่อว่าองค์ชาย 4 เปลี่ยนแปลงราชโองการของคังซี ที่เปลี่ยนจากยกบัลลังก์ให้องค์ชาย 14 เป็นองค์ชาย 4 เพราะราชโองการนั้นต้องมีทั้งฉบับภาษาฮั่นและแมนจู จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะเปลี่ยนได้หมดทุกฉบับ ดังนั้นองค์ชาย 4 น่าจะโดนคนที่เสียประโยชน์ใส่ร้ายมากกว่า เพราะเมื่อทรงขึ้นครองราชย์ได้ทำการปราบปรามคอรัปชั่น และทำการจัดเก็บภาษี ภายในเวลาที่ครองราชย์แค่ 13 ปี สามารถทำให้ท้องพระคลังที่ว่างเปล่า (เพราะพวกขุนนางโกงกิน) กลับมาเต็มได้เหมือนเดิม เป็นผลให้เฉียนหลงซึ่งครองราชย์ในเวลาต่อมามีทุนนำมาพัฒนาประเทศจนเจริญรุ่งเรืองค่ะ

ดิฉันไม่อาจฟันธงได้เรื่องที่ทรงเปลี่ยนราชโองการหรือไม่ หรือทรงปลงพระชนม์บิดาตัวเองจริงหรือไม่ แต่ที่แน่ๆ ก็คือหย่งเจิ้นเป็นฮ่องเต้ที่ดี ทรงงานหนักมากและทำเพื่อประโยชน์ของประชาชน แม้ว่าจะต้องฆ่าฟันผู้คนไปไม่น้อยก็ตาม (เพราะต้องล้างบางพวกที่โกงกินและคิดกบฏต่อราชสำนักนี่คะ)

สำหรับเรื่องระหว่างองค์ชาย 8 และองค์ชาย 4 นั้นยังคงเป็นปริศนามาจนทุกวันนี้ ไม่มีหลักฐานใดยืนยันว่าทั้งสองบาดหมางกันด้วยเรื่องอันใดแน่ จึงทำให้มีผู้จินตนาการแตกต่างกันไป ที่แน่ๆ ก็คือหย่งเจิ้นต้องแค้นเคืององค์ชาย 8 อย่างมาก ถึงขนาดให้เปลี่ยนชื่อเป็น “หมู” เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่เพียงเรื่องการเมืองแน่ๆ ค่ะ (แต่ไม่ใช่เรื่องรั่วซีชัวร์ๆ ค่ะ เพราะเธอไม่มีตัวตนจริงนะคะ อันนี้จินตนาการของถงหัวค่ะ)



พอมาเดินบ้านองค์ชาย 4 ดิฉันเลยพาคุณออกทะเลไปไกล กลับมาที่วัดกันดีกว่าค่ะ นอกจากสถาปัตยกรรมอลังการงานสร้างแล้ว ในบริเวณวัดยังร่มรื่นไปด้วยแนวต้นแปะก๊วยสวยงาม ต้องขอบอกว่าแนวต้นแปะก๊วยนี้สวยไม่แพ้เกาะนามิในเกาหลีเลยค่ะ หากใครยังไม่เคยไปเกาหลี ไปที่นี่แทนก็พอจะได้อยู่นะคะ

1 ความคิดเห็น:

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

วัดลามะ สวยจริงๆ โดยเฉพาะอาคารไม้มีระเบียงเชื่อมต่กกัน