วันอังคารที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

เรื่องควรรู้ก่อนวางแผนเที่ยว


เวลาผ่านไปแล้วครึ่งปีอย่างรวดเร็วนะคะ ตอนนี้หลายๆ คนคงกำลังวางแผนอยู่ว่าปีใหม่นี้จะไปเที่ยวไหนดี เพราะหากใครเป็นนักเที่ยวมืออาชีพหรือไปเที่ยวทุกปีจะรู้ดีว่าตอนนี้ถึงเวลาเตรียมตัวได้แล้ว อย่างน้อยๆ ต้องรีบจองตั๋วเครื่องบินตั้งแต่ตอนนี้ไม่งั้นตั๋วจะเต็มซะก่อน ช่วงนี้เลยมีแต่คนรอบตัวถามแต่เรื่องทัวร์กันไม่เว้นแต่ละวัน งั้นมาคุยกันเรื่องเที่ยวสักคอลัมน์แล้วกันนะคะ

ต้องขอออกตัวก่อนว่าดิฉันไม่ใช่กูรูด้านการท่องเที่ยว เพียงแต่เป็นคนชอบเที่ยว และตั้งแต่สมัยเรียนก็เป็นเด็กกิจกรรม ที่มักจะได้รับหน้าที่วางแผนการจัดทริปเพื่อนำสมาชิกหรือเพื่อนๆ ไปจัดกิจกรรมต่างๆ พอทำงานก็เลยได้เป็นสต๊าฟจัด STAFF PICNIC ให้กับองค์กรอยู่เนืองๆ (เจ้านายคงจะเล็งเห็นแววด้านนี้) แล้วก็ลามออกมายังกลุ่มเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ที่อยากไปเที่ยวกันแบบกรุ๊ปส่วนตัว ดังนั้นดิฉันจึงพอจะมีประสบการณ์มาแบ่งปันกับคุณ เพื่อเป็นแนวทางให้คุณได้วางแผนเที่ยวของตัวเอง



ขอพูดถึงการเที่ยวแบบ “ง้อทัวร์” ก่อนนะคะ โดยทั่วไปจะมีอยู่ 2 รูปแบบหลักๆ ก็คือ Collective Group ก็คือทัวร์ที่คุณเห็นขายกันอยู่ทั่วไป จะเป็นกรุ๊ปที่คนหลายๆ กลุ่มมาซื้อทัวร์ร่วมกัน แบบต่างคนต่างมานั้นเองค่ะ ดังนั้นลูกทัวร์จะมีหลากหลายทั้งเพศและวัย ทัวร์แบบนี้มักมีขนาดใหญ่ ประมาณ 30 คนขึ้นไป อีกแบบก็คือ Incentive Group คือทัวร์แบบกรุ๊ปเหมาหรือกรุ๊ปส่วนตัว อาจจะเป็นกรุ๊ปขององค์กร หรือกรุ๊ปเพื่อน / ญาติพี่น้อง มีขนาดตั้งแต่ 15 คนขึ้นไป

ส่วนการเที่ยวอีกรูปแบบก็คือ เที่ยว “ไม่ง้อทัวร์” ก็คือการไปเที่ยวแบบอิสระด้วยตัวเอง หรือที่เรานิยมเรียกกันว่า “แบ็คแพ็ค” ด้วยเหตุผลอะไรนั้นเดี๋ยวคุณจะได้รู้ค่ะ ดิฉันเคยเที่ยวมาแล้วทั้งสองรูปแบบจึงพอจะนำมาเปรียบเทียบให้คุณฟังได้ว่ามันมีข้อดีข้อสียอย่างไรบ้าง ในการตัดสินใจว่าคุณควรไปเที่ยวแบบใดนั้น ขอให้คุณตัดสินใจจากอุปนิสัยความชอบส่วนตัวของคุณเป็นหลัก อย่าได้ตามกระแสเป็นอันขาดค่ะ เพราะไม่ว่าจะเป็นแบบไหนคุณก็ต้องเสียเงินที่คุณอุตส่าห์เก็บหอมรอมริบมาอยู่ดี เสียเงินแล้วต้องมาเสียอารมณ์ด้วยย่อมเป็นสิ่งที่ไม่น่าปลื้มนัก อย่าให้กลายเป็นว่า “เสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่าย” เลยนะคะ



มาดูข้อดีข้อเสียของการเที่ยวทั้งสองรูปแบบกันค่ะ...เที่ยวกับทัวร์ ข้อดีก็คือความสะดวกสบาย คุณไม่ต้องลำบากวางแผนการเดินทาง ไม่ต้องไปเสาะหาข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยว, การเดินทาง, ที่พัก หรืออะไรอื่น แค่จ่ายตังค์แล้วเตรียมตัวเดินทาง พอขึ้นรถปุ๊บก็หลับปั๊บ ไม่ต้องมาคอยนั่งดูแผนที่หรือโพยที่เตรียมมาว่าจะถึงจุดที่เราต้องลงรถหรือยัง พอถึงสถานที่ท่องเที่ยวก็เดินตามไกด์ไป ถ่ายรูป ชมนกชมไม้ ตามสบาย แถมยังได้รับความรู้เกี่ยวกับสถานที่นั้นๆ จากไกด์อีกด้วย รวมทั้งกินอิ่มนอนสบาย เพราะอาหารการกินและที่พักทางทัวร์จัดเตรียมไว้ให้คุณหมดแล้ว เดี๋ยวนี้สะดวกสบายถึงขนาดพวกของฝากเล็กๆ น้อยๆ อย่างเช่น สาหร่าย สตรอเบอรี่ (ถ้าไปเกาหลี) มีบริการขายและให้ชิมถึงบนรถ สั่งไว้ จ่ายตังค์ แล้วรอรับของที่สนามบินวันกลับ ไม่ต้องหอบหิ้วให้ลำบากกันเลย

แต่ทุกอย่างบนโลกนี้ย่อมมีข้อดีข้อเสีย การเที่ยวกับทัวร์นั้นมีข้อเสียตรงที่ทุกอย่างคุณต้องไปตามโปรแกรมที่จัดวางไว้ โดยเฉพาะถ้าเป็นกรุ๊ปแบบ Collective จะปรับเปลี่ยนอะไรไม่ได้เลย เนื่องจากเขาจัดโปรแกรมให้คละเคล้ากันไปเพราะลูกทัวร์มีหลากหลาย บางคนก็ชอบเที่ยวชมธรรมชาติ บางคนก็ชอบช้อปปิ้ง บางคนก็ชอบถ่ายรูป โปรแกรมก็ต้องจัดให้สนองตอบสิ่งเหล่านี้แบบครอบจักรวาล จึงอาจมีบางจุดที่คุณไม่ชอบบ้างอะไรบ้าง ก็ต้องทำใจนิดนึงนะคะ

ดิฉันเคยได้ยินหลายคนบ่นเรื่องที่ทัวร์ชอบพาไปตามจุดขายของ ต้องยอมรับว่านั่นเป็นรายได้ของไกด์ทางหนึ่ง แต่ถ้าพยายามมองในแง่ดีก็คือ ส่วนใหญ่จุดที่พาไปมักเป็นของพื้นเมืองของประเทศนั้นๆ คุณเองก็จะได้รับความรู้เกี่ยวกับสิ่งนั้นไปด้วย อย่างเช่น ถ้าไปเกาหลีคุณต้องได้ไปศูนย์โสม ถึงคุณไม่ซื้อแต่อย่างน้อยก็ยังได้รู้จักว่าโสมหน้าตาเป็นยังไง มีสรรพคุณยังไง หรือไปเมืองจีนต้องเจอพาไปดูหยก คุณก็จะได้รับความรู้เกี่ยวกับหยกไปด้วย ดังนั้นอย่าปิดหูปิดตาตัวเองแค่เพราะ "อคติ" ค่ะ มองแต่แง่ดีไว้แล้วคุณจะเที่ยวอย่างสนุกค่ะ




มาดูที่การเที่ยวแบบ “แบ็คแพ็ค” หรือ “แบกเป้” กันบ้างค่ะ ดิฉันเชื่อว่าหลายท่านคงมองว่ามันเป็นความเท่ห์ความภาคภูมิใจอย่างหนึ่งที่ได้ไปเที่ยวต่างบ้านต่างเมืองด้วยตัวเอง และบางท่านก็คิดว่ามันประหยัดกว่าไปกับทัวร์ ซึ่งบางครั้งมันก็เป็นความจริงแต่บางครั้งมันก็ไม่ใช่ค่ะ

ข้อดีของการเที่ยวแบบ “แบกเป้” ก็คือความเป็นอิสระ คุณอยากจะไปเที่ยวตรงไหนนานแค่ไหนก็ได้ตามใจคุณ จะกินจะนอนจะเที่ยวเวลาไหนก็ได้ แต่ว่าคุณต้องเตรียมตัวให้พร้อมเสมอที่จะแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ถึงแม้คุณจะเตรียมตัวไปอย่างดีแต่การ “ผิดแผน” สามารถเกิดขึ้นได้เสมอ และคุณไม่สามารถขนข้าวของสัมภาระติดตัวไปได้มากมายนักเพราะคุณไม่มีรถโค้ชมารอรับเหมือนไปกับทัวร์ คุณต้องใช้บริการรถสาธารณะหรือแท๊กซี่ ดังนั้นสัมภาระที่มากเกินไปอาจสร้างปัญหาให้กับคุณได้ คุณจึงต้องพยายามยัดทุกอย่างลงในกระเป๋าใบเดียวให้จงได้ และควรเป็นกระเป๋าแบบที่คุณพกพาติดตัวไปได้สะดวก นั่นคือที่มาของคำว่า "แบกเป้" ค่ะ

การเที่ยวแบบนี้ค่อนข้างจะคุมงบประมาณได้ยาก คุณต้องเตรียมตัวเผื่อเหลือเผื่อขาดเอาไว้ ทั้งเงินและเวลา เพราะหากเกิดการ “ผิดแผน” ขึ้นมาอย่างเช่น คุณขึ้นรถผิดสายหรือนั่งรถเลยไปไกลจนต้องนั่งรถย้อนกลับมาหรือหลงทาง อะไรแบบนี้เป็นต้น ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา และที่สำคัญก็คือคุณต้องเตรียมข้อมูลเกี่ยวกับกฎระเบียบต่างๆ ในประเทศนั้นๆ ให้ดีเพราะหากไปฝ่าฝืนเข้าโดยไม่ตั้งใจคุณอาจโดนจับหรือปรับได้ หรือแม้แต่เรื่องการขอวีซ่า ซึ่งบางประเทศคนไทยสามารถไปได้โดยไม่ต้องมีวีซ่า แต่บางประเทศก็จำเป็นต้องมี และแต่ละประเทศก็จะมีกฏกติกาแตกต่างกันไป ซึ่งเป็นสิ่งที่คุณจำเป็นต้องรู้




“เลือกทัวร์อย่างไรไม่ให้ถูกหลอก” เป็นอีกคำถามยอดฮิตที่ดิฉันได้ยินเสมอ เนื่องจากปัจจุบันมีบริษัททัวร์ทั้งเล็กและใหญ่มากมายเป็นพันๆ บริษัท มันก็เลือกยากอยู่นะคะ การที่จะตัดสินว่าบริษัทนั้นดีหรือไม่อย่างไร ไม่อาจดูได้ที่ความเล็กใหญ่ของบริษัทค่ะ เพราะบางบริษัทถึงจะเป็นทัวร์ใหม่และเล็กแต่อาจเป็นบริษัทที่เจ้าของเคยทำทัวร์มาก่อนแล้วแยกตัวออกมาทำเอง ซึ่งอาจจะมีศักยภาพ มีคอนเนคชั่นที่ดี และมีบริการที่ดีกว่าบริษัทใหญ่ๆ ที่ขาดความชำนาญก็ได้ เพราะบริษัทใหญ่อาจเป็นบริษัทที่เจ้าของมีตังค์ (พวกไฮโซ) แต่ไม่มีประสบการณ์ก็ได้ ดังนั้นวิธีเลือกก็คือให้ถามไถ่จากคนที่เคยใช้บริการกับทัวร์ดังกล่าว หรือสอบถามจากเพื่อนๆ ของคุณที่เคยไปเที่ยวมาแล้วว่าบริษัทนี้ดีจริงหรือไม่อย่างไร หรืออาจสังเกตจากราคา หากราคาถูกจนน่าสงสัยก็ให้สงสัยไว้ได้เลยค่ะ (ว่าอาจถูกหลอก) เพราะของถูกและดีไม่มีในโลก




ทัวร์ที่ขายได้ในราคาถูกๆ จะมีอยู่สองแบบก็คือ คุณได้จ่ายตังค์และได้เดินทางจริง แต่เป็นการเที่ยวที่คุณอาจจะไม่ปลื้มนัก ทัวร์นั้นอาจมีคนมากเกินไปเพื่อให้หารต่อหัวแล้วขายได้ในราคาถูก แต่ไกด์คงไม่สามารถดูแลทุกคนได้อย่างทั่วถึง คุณอาจหลงหายไปไหนโดยที่ไกด์ไม่รู้ หรือเป็น "ชะโงกทัวร์" ของจริง ชะโงกทัวร์ในความหมายของดิฉันก็คือ แวะลงให้คุณถ่ายรูปประมาณ 10-15 นาทีแล้วก็ต้อนขึ้นรถ สรุปก็คือคุณได้แต่รูปกลับไป ไม่ได้บรรยากาศหรือสัมผัสอะไรในสถานที่นั้นๆ เลย  ดังนั้นหากคุณเจอโปรแกรมทัวร์ที่ดูว่าได้เที่ยวเยอะดี สถานที่เพียบ ภายในเวลาอันน้อยนิด  ขอให้คำนึงถึงความเป็นจริงนิดนึงด้วยว่ามันเป็นไปได้มั้ยที่คุณจะได้เที่ยวทั้งหมดนั่นภายในเวลาแค่นั้น อย่าคิดว่าแค่ว่าได้ไปเที่ยวเยอะดี โดยทั่วไปตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ คุณควรได้แวะชมสักประมาณ 1 ช.ม. เป็นอย่างน้อยนะคะ (ถ้านานกว่านั้นและสถานที่ไม่กว้างนักคุณอาจเบื่อได้) และอย่าลืมว่ามันต้องมีเวลาที่ใช้ไปในการเดินทางด้วย เพราะแต่ละสถานที่ไม่ได้อยู่ติดกัน หากโปรแกรมดูแล้วไม่มีทิ้งช่วงในการเดินทางเลย ก็เห็นแววแล้วว่าวางโปรแกรมไว้หลอกคุณแน่ๆ เพราะคุณไม่ใช่โดราเอมอนจะได้มีประตูเปิดไปไหนๆ ก็ได้ตามใจปรารถนา 

หรืออาจมีการลดค่าใช้จ่ายในบางจุดอย่างเช่น พาคุณไปนอนโรงแรมนอกเมืองที่ราคาถูกกว่าในเมือง แต่ทำให้คุณต้องเสียเวลาเดินทางไปๆ มาๆ นานนับชั่วโมง หรือลดคุณภาพอาหาร หรือพาคุณไปเยี่ยมชมบางสถานที่ในยามวิกาลเพราะไม่ต้องเสียค่าเข้าชมเดินเข้าไปได้เลยดื้อๆ แต่คุณจะไม่เห็นอะไรเลยเช่นกัน (ก็มันมืดแล้ว) หรือมีค่าใช้จ่ายแอบแฝงที่ไม่ได้แจ้งไว้ล่วงหน้า แต่มันจะมาโผล่ในขณะที่คุณเที่ยว อย่างเช่น ค่าขึ้นกระเช้า ค่าขึ้นชมหอคอย ค่าทิปไกด์และคนขับรถ ฯลฯ ซึ่งเหล่านี้อาจมีระบุไว้ในท้ายโปรแกรมแต่ส่วนใหญ่คนมักไม่ค่อยอ่านกัน ดังนั้นเวลาอ่านโปรแกรมคุณควรอ่านให้ละเอียดว่าค่าทัวร์นั้นรวมอะไรและไม่รวมอะไรบ้าง 

ส่วนอีกแบบก็คือ คุณได้จ่ายตังค์แต่ไม่ได้เดินทาง ซึ่งทัวร์เกาหลีจะเจอกันบ่อยเพราะไม่ต้องขอวีซ่า ถึงเวลาก็ไปเจอกันที่สนามบิน และบางคนก็ไปไม่เจอบริษัททัวร์ที่คุณจ่ายตังค์ให้ไป (เพราะมันไม่มีจริง) ดังนั้นคุณต้องเช็คดูให้ดีว่าทัวร์ที่คุณเห็นว่าถูกนั้น มันถูกกว่าชาวบ้านเค้ามากเกินไปมั้ย เพราะส่วนใหญ่ราคาในช่วงเวลาเดียวกันก็น่าจะอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกัน เพราะค่าทัวร์จะถูกหรือแพงนั้นขึ้นอยู่กับค่าตั๋วเครื่องบินและที่พักเป็นหลัก ส่วนใหญ่ถ้าเป็นช่วงพีค หรือช่วงเทศกาลวันหยุดต่างๆ อย่างเช่น ปีใหม่ คริสต์มาส สงกรานต์ ประมาณนี้ ราคาจะแพงกว่าช่วงอื่นๆ เพราะถือว่าเป็นช่วงไฮซีซั่นของการท่องเที่ยว ถ้าคุณไปเจอทัวร์ที่ถูกมากๆๆ ในช่วงเวลาที่มันน่าจะแพง ก็ขอให้ระวังไว้ด้วยนะคะ



สำหรับคนที่นักเที่ยว "แบกเป้" มือใหม่ สิ่งที่ควรระวังก็คือ เวลาจองตั๋วเครื่องบินหรือที่พักผ่านเว็บไซต์  ขอให้ดูให้ละเอียดว่าราคาที่ระบุไว้นั้นรวมค่าธรรมเนียมอื่นๆ แล้วหรือยัง  อย่างเช่นบางสายการบินยังไม่รวมค่าภาษีสนามบิน, ค่าภาษีน้ำมัน และอาจมีค่าน้ำหนักสัมภาระที่คุณต้องจ่ายเพิ่มด้วย หากไม่จ่ายคุณก็โหลดกระเป๋าขึ้นเครื่องไม่ได้ หรือที่พักอาจยังไม่รวมค่าภาษี  สิ่งต่างๆ เหล่านี้จะมาบวกเพิ่มตอนที่คุณคลิกเพื่อให้ตัดเงินผ่านบัตรเครดิต  และอ่านเงื่อนไขให้ละเอียด อย่างเช่น โรงแรมที่คุณพักต้องเช็คอินกี่โมง เพราะหากคุณไปช้าทางโรงแรมอาจจะยกห้องของคุณให้คนอื่นไปเลยก็ได้  เมื่อจองผ่านเว็บแล้วก็อย่าลืมคอนเฟิร์มกับโรงแรมอีกทีกันพลาดนะคะ เพราะมีเจอกันมาเยอะแล้วกรณีที่เอเย่นต์รับจองกับโรงแรมไม่ประสานงานกัน คนที่รับเคราะห์คือคุณเพราะไปถึงแล้วไม่มีที่นอน ต้องตระเวณหาที่นอนกันใหม่ 

และอย่าลืมเผื่อเหลือเผื่อขาดเตรียมแผนสำรองไว้เสมอ อย่าเชื่อสิ่งที่เค้าประชาสัมพันธ์ไว้ในเว็บไซต์ทั้งหมด  ดิฉันเคยเจอนักท่องเที่ยวไต้หวันที่จองโรงแรมผ่านเว็บไซต์ ในนั้นเขียนไว้ว่าลงรถไฟฟ้าที่สถานีนี้แล้วเดินต่อไปอีก 10 นาทีก็ถึงโรงแรม  ซึ่งความจริงไม่เป็นเช่นนั้น เค้าต้องต่อแท๊กซี่ไปอีก 10 นาทีค่ะ ไม่สามารถเดินไปได้ แถมพนักงานพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ ลูกค้าโทรไปก็คุยกันไม่รู้เรื่องอีก ถ้าวันนั้นเค้าไม่บังเอิญเจอดิฉันก็ยังไม่รู้ว่าจะต้องงมหาโรงแรมนี้ไปอีกนานแค่ไหน  เรื่องแบบนี้ก็อาจเกิดขึ้นกับคุณได้ในต่างแดนนะคะ

นี่เป็นสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่คุณควรรู้ไว้เบื้องต้นก่อนที่จะวางแผนเที่ยว ส่วนคุณจะเลือกเที่ยวแบบไหนยังไงก็ต้องแล้วแต่ความชอบส่วนตัวของคุณค่ะ ที่สำคัญต้องเที่ยวอย่างสนุก เติมเต็มพลังให้กับตัวคุณเอง และเก็บเกี่ยวประสบการณ์กลับบ้านมาเป็นกำไรชีวิตนะคะ ^^


ไม่มีความคิดเห็น: