วันอาทิตย์ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

[Trans] Shirley Dai talked about Nicky Wu


Shirley Dai Jiao Qian is an Chinese actress. Nicky is her good friend as well as her boss because she works for his company.



Name : 戴娇倩 / Dai Jiao Qian / Shirley Dai
Profession: Actress
Birthdate: 1982-Jun-04
Birthplace: Shanghai, China
Height: 166 cm
Weight: 46 kg



ไต้เจียวเชี่ยน หรือเชอรี่ เป็นดาราสาวชาวจีน เกิดที่ไต้หวัน (อายุ 30 ปี) ส่วนสูง 166 ซ.ม. น้ำหนัก 46 ก.ก. เธอได้รับสมญานามว่าเป็น “จางป๋อจือน้อย” (หน้าตาคล้ายๆ อยู่ ) เธอสังกัดบริษัทของนิคกี้ ดังนั้นนิคกี้จึงเป็นทั้งเพื่อน (รุ่นพี่) และเจ้านาย (จอมจุ้น) ของเธอ ก่อนหน้านี้นิคกี้ไปงานแฟชั่นโชว์กับเธอและจับมือเธอไว้ด้วย ทำให้เกิดความโกลาหลเล็กๆ ในหมู่แฟนคลับที่ไม่รู้ว่าเธอเป็นใคร บางคนถึงกับโวยวายว่า “หล่อนเป็นใคร บังอาจมาจับมือนิคกี้ของฉัน” ประมาณนั้นเลยทีเดียวค่ะ เธอคงโดนจัดหนักไปเหมือนกันช่วงนั้น ในบทความนี้ เธอพูดถึงนิคกี้ไว้ค่อนข้างน่าสนใจทีเดียว ดิฉันไปเจอใน Baidu เมื่อหลายวันก่อน แต่ยังไม่มีเวลาแปล โดยส่วนตัวดิฉันคิดมานานแล้วว่านิคกี้เป็นบุคคลประเภท “TOO GOOD TO BE TRUE” คือว่าไม่น่าเชื่อว่าจะมีคนดีแบบนี้อยู่บนโลกใบนี้ด้วย คนดีนั้นพอมีอยู่ค่ะ แต่รายนี้ดีเกินไป ดีจนถูกคนเอาเปรียบอยู่เรื่อยนั่นแหละค่ะ มาฟังลูกน้องพูดถึง (นินทา) เจ้านายกันดีกว่าค่ะ แล้วคุณจะรู้ว่าดิฉันพูดจริงหรือเปล่า (ลูกน้องมายืนยันเองเลย)





Source : http://tieba.baidu.com/p/1699068024

ตอนนั้นฉันอายุ 16 ตอนที่ได้ถ่ายโฆษณากับอู๋ฉีหลงครั้งแรก เขาคนละระดับกับฉันเลยล่ะ (คือนิคกี้เป็นดาราดัง ส่วนเธอยังโนเนมอยู่) แต่เขาคงจำมันไม่ได้หรอก จนกระทั่ง 7-8 ปีต่อมาที่ได้ทำงานร่วมกับเขาอีกที่เซี่ยงไฮ้ เราจึงกลายเป็นเพื่อนกัน





เราได้ไปถ่ายทำเรื่อง “Perfect Husband” ที่เขาเป็นคนสร้าง ในฐานะเพื่อนถึงเราจะได้ค่าตัวน้อยหน่อยก็ไม่เป็นไร แต่อู๋ฉีหลงไม่ยอม เขาเพิ่มค่าตัวให้เราด้วยซ้ำเพราะกลัวว่าพวกเราจะลำบาก (เป็นซะแบบนี้ไงล่ะ)

ฉันยังจำครั้งแรกที่ไปโปรโมตละครกับเขาได้ ฉันถามเขาอย่างวิตกว่า “พี่หลง ฉันจะทำให้พี่ขายหน้าหรือเปล่า?” เขาหัวเราะอย่างแปลกใจ “คุณจะทำให้ผมขายหน้าได้ยังไง?” ตลอดเวลาเขาจึงจับมือฉันเอาไว้แน่น เวลาที่ฉันนึกอยากเผ่นหนี เขาบอกฉันว่า “ไม่ต้องกลัว อยู่ข้างๆ ผมนี่แหละ” ( ที่จับมือไว้แน่นเพราะกลัวดาราหายนี่เอง )

หลังจากที่ปู้ปู้จิงซินดังขึ้นมา เวลาที่เขาเอ่ยถึงฉันหรือชื่นชมฉันในเว่ยป๋อ (ไม่ค่อยอวยดาราตัวเองเลยนะคะ เจ้านาย) แฟนๆ ของเขาจะพากันเข้ามาเล่นงานฉัน (เข้ามา “ด่า” นั่นแหละค่ะ คิดว่าคงพอรู้กันนะคะว่าแฟนคลับน่ากลัวแค่ไหน ประมาณว่า “ผู้ชายข้าใครอย่าแตะ” และ “ห้ามแย่ง” ด้วยค่ะ ) อู๋ฉีหลงจะส่งข้อความมาปลอบฉัน และไม่เอ่ยถึงฉันในเว่ยป๋อของเขาอีก นอกจากบางครั้งบางคราวเท่านั้น

พวกเราโตมากับเพลงของเขา (ถึงแม้เขาจะไม่ชอบได้ยินใครพูดแบบนี้ก็ตาม) เขาน่าจะเป็นคนที่ยืนโดดเด่นอยู่ตรงกลาง แต่ทุกครั้งเวลาขึ้นไปยืนบนเวทีเขามักจะยืนแอบอยู่ข้างๆ เขาชอบให้คนหน้าใหม่ๆ ไปยืนตรงกลาง เขาบอกกับฉันว่า “เราต้องให้โอกาสกับคนใหม่ๆ” ( นิคกี้มีความสามารถในการแอบ นักข่าวก็มีความสามารถในการตามไปถ่ายจนได้ )

เหตุผลที่เรากลายมาเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน เพราะอู๋ฉีหลงมีจิตใจดี นี่เป็นทั้งข้อดีและข้อเสีย เพราะเป็นแบบนี้เขาจึงมักถูกคนเลวๆ หลอกใช้ คนเลวๆ เหล่านั้น ฉันไม่อยากเอ่ยถึงเลย (เอ่ยถึงแล้วมันจี๊ดอ่ะนะใช่มั้ย?)

อู๋ฉีหลงนอกจากเป็นเพื่อนของฉันแล้ว เขายังเป็นเจ้านายของฉันด้วย บางครั้งเวลาที่ฉันจะไปทำงานเขาจะจุกจิกกวนใจมากๆ “ใส่สีนี้ไม่เหมาะเลย” “ส้นสูง 6 ซ.ม. เหรอ? อย่างน้อยต้อง 8 ซ.ม. สิ” เวลาอยู่ที่บริษัทเขาเคยพูดกับฉันว่า “ผมรู้ว่าคุณไม่อยากทำตัวเป็นดารา แต่งานของคุณคือการเป็นดารา คุณจะแต่งตัวแบบนี้ออกไปข้างนอกได้ยังไง?” “ออกไปข้างนอกใส่แว่นกันแดดด้วย” (เอ่อ...ลุงคะ ลุงจะบ่นอะไรนักหนา) แถมยังบอกกับฉันอีกว่า “ทำงานตลอดเวลาแล้วจะมีแฟนได้ยังไง ออกไปหาแฟนบ้าง คบกับใครบ้างสิ” ข้อนี้ฉันสวนกลับทันทีว่า “คุณเองก็ยังโสดอยู่นี่นา” เขาจะรีบเดินหนีไปเลย (สมน้ำหน้า...ตัวเองยังไม่รอด ดันจะไปสอนเค้า ตาแก่นี่ )

เจ้านายดูแลลูกน้องอย่างดี เพิ่งไม่นานมานี้ตอนที่เขาได้รับค่าตัวจากการถ่ายละคร เขาพาลูกน้องไปเที่ยวพักร้อนแล้วก็ซื้อคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คแจกคนละเครื่อง ( ค่าตัวหมดเพราะแบบนี้นี่เอง ) บางครั้งพอเสร็จงานเราจะไปคาราโอเกะกัน เด็กๆ ร้องเพลงของเขาได้กันทุกคน แต่เขากลับไม่ยอมร้องเพลงของตัวเอง (เก็บกด...ขออย่างเดียว อย่าร้อง San Cun Tian Tang อีก ดิฉันร้องตามคุณได้แล้วค่ะ ร้องทุกงาน ) ถ้างานเริ่มกร่อย เขาจะออกไปเต้นรูดเสาเพื่อสร้างความครื้นเครงให้กับลูกน้อง ( กรรมล่ะ...สงสัยวรยุทธนี้ศิษย์พี่คงได้จากเมืองไทยไปอย่างแน่แท้ )

วันหนึ่งจู่ๆ เขาก็สวมสูทสีดำกับหิ้วกระเป๋าเอกสารมาที่บริษัท ทำท่าเหมือนคนที่ไปทำงานบริษัท (เพิ่งดูเรื่อง MEN IN BLACK มาหรือเปล่า? ) ฉันแทบจะปล่อยก๊ากออกมา เขาชอบให้ใครๆ เรียกเขาว่า “พี่หลง” แต่หลังจากปู้ปู้จิงซิน เขาชอบให้เรียกเขาว่า “ซื่อเหย่” (องค์ชาย 4) ต่อมาเขาก็ชอบให้เรียกเขาว่า “อู๋หวง” (ฮ่องเต้อู๋...อาการเริ่มกำเริบหนักขึ้นๆๆ ) ช่วงนี้เขาชอบให้เรียกเขาว่า “เจ้านาย” บางครั้งเขาก็ทำตัวเหมือนเด็กๆ ต้องการให้คนใส่ใจ ต้องการให้คนเข้ามาโอ๋ เวลาที่เขาจิตตก เราก็จะล้อเขาด้วยการถามว่า “คุณอู๋คะ...เป็นอะไรไปคะ?” (ปลอบเด็ก...ให้อมยิ้มสักอันก็พอแล้ว)






1 ความคิดเห็น:

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

ชอบนิคกี้เหมือนกันค่ะ เลยเข้ามาอ่าน ขอบคุณนะคะที่แปลเรื่องราวดีๆแบ่งปันให้อ่าน ^^