วันเสาร์ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2555

[History] ความจริงขององค์ชายสี่


บทความนี้จากผู้จัดการออนไลน์ ได้เขียนเกี่ยวกับข้อเท็จจริงในประวัติศาสตร์ในยุคสมัยของหย่งเจิ้งนะคะ ดิฉันคิดว่าน่าสนใจดีสำหรับคนที่อยากรู้เหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้น และลองมาเปรียบเทียบดูว่าพ้องกับในละครตรงไหนบ้าง ดิฉันว่าเค้าเขียนได้กลางๆ ดีในส่วนของหย่งเจิ้ง ที่ไม่ใช่ว่าทำให้หย่งเจิ้งกลายเป็นคนโหดเหี้ยมไปโดยไร้เหตุผล เนื่องจากยุคสมัยนั้นเป็นการปกครองโดยระบอบกษัตริย์ ดังนั้นกฎระเบียบและการลงโทษที่เฉียบขาดเป็นสิ่งจำเป็นค่ะ ไม่งั้นจะควบคุมผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาไม่ได้ สำหรับบทความชุดนี้มีหลายตอนที่กล่าวถึงหย่งเจิ้ง ดิฉันจะทยอยนำมาลงให้อ่านนะคะ ช่วงหลังๆ ผู้เขียนพูดถึง “ปู้ปู้จิงซิน” ด้วยค่ะว่าละคร “โคตรดราม่า” (ขออภัยค่ะใช้ขั้นกว่านิดนึง) และใครๆ ดูก็ต้องร้องไห้กันทุกคน ( เค้าชมใช่มั้ยว่าพี่สี่ของเราเล่นดี ที่จริงชีวิตจริงของพี่สี่ดราม่ากว่านี้อีกนะคะ ขอบอก ) 




โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 

เรื่องที่หย่งเจิ้งฮ่องเต้หรือองค์ชายสี่แห่งศึกสายเลือดนั้นโดนป้ายสีจากผู้ผลิตละครอย่างมากมีอยู่หลายเรื่องด้วยกันไม่ว่าจะความเป็นลูกที่ไม่ได้โปรดปราน ความที่ไม่เอาอ่าวดีแต่วางแผนให้ร้ายพี่น้องผู้อื่น แถมยังเสียชีวิตอย่างรวดเร็วด้วยการถูกจอมยุทธสาวชาวฮั่นในตำนานอย่าง “หลี่ซื่อเหนียง” วางยาพิษเสียอีก

แท้ที่จริงองค์ชายสี่หรือชื่อเดิมคือ “อิ่นเจิ้ง” เป็นลูกที่คังซีโปรดมากคนหนึ่ง เขาเป็นลูกขององค์หญิงเจ้ากงเหยิน ซึ่งเป็นหญิงแมนจูในสายสกุลอู๋ยา (ซึ่งมีคลาสที่ต่ำกว่า อ้ายซินเจี๋ยหรอ ที่เป็นสายสกุลกษัตริย์) เมื่อเข้าวังก็ได้กินตำแหน่งสนมเต๋อเฟยที่อยู่สูงกว่านางกำนัลนิดหน่อย แต่กระนั้นตัวองค์ชายสี่ก็อยู่ในฐานะที่มั่นคงพอควรตั้งแต่ต้นเหตุเพราะการเป็นนักรบ เขาก้าวขึ้นมาเป็น “ผู้นำทัพกองธงแดง” แห่งทัพแปดธงในปี คศ 1689 ซึ่งสร้างความดีความชอบมากในสงครามปราบมองโกลที่นอกด่าน ศึกครั้งนี้ทำให้อิ่นเจิ้งกลายเป็นขุนศึกคนสำคัญของราชวงศ์ไปโดยปริยาย และรอบๆ ของกรุงปักกิ่งนั้นเป็นเขตอิทธิพลของเขาโดยแท้ ในฐานะนักปกครองและนักการเงินที่ยิ่งใหญ่ของราชวงศ์




องค์ชายสี่ได้รับการพิสูจน์ตัวเองเมื่อครั้งเกิดอุทกภัยใหญ่ในแม่น้ำฉางเจิง (แม่น้ำแยงซี) และแม่น้ำหวงเหอหรือแม่น้ำเหลืองในปี คศ 1704 เขาถูกบัญชาจากฮ่องเต้ให้ไปจัดการวิกฤติในแดนใต้จากอุทกภัยที่จะทำให้ราษฏรอดตาย แน่นอนว่านี่อาจจะเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้คนในราชสำนักหลายคนไม่ชอบหน้าของเขา เพราะทันทีที่ได้รับพระบัญชาจากคังซี องค์ชายสี่ก็ลงใต้ไปพร้อมกับองค์ชายสิบสามที่มีชื่อว่า “อิ่นเซี่ยง” ทันที เหมือนมองเห็นว่าภาวะของขุนนางคอร์รัปชั่นนั้นมีมากมายเหลือเกิน พระองค์จึงลงไปจัดการเชือดข้าราชการท้องถิ่นเสียหลายคน เหตุเพราะการรีดนาทาเร้นและการเม้มเงินส่วนกลางที่สำนักการคลังของราชสำนักส่งลงไปช่วยซื้ออาหารจนเกิดภาวะอดอยาก

องค์ชายสี่ยังเจรจากับบรรดาเจ้าที่และเศรษฐีในพื้นที่ให้บริจากเงินและเปิดคลังสินค้าและคลังข้าวออกขายต่อทางการในราคาที่ถูกแลกกับการไม่เก็บภาษี สุดท้ายภัยจากแม่น้ำพิโรธก็ผ่านไป แถมยังได้เงินเข้าคลังมากกว่าเดิมเสียอีก ด้วยความเฉียบขาดกับการจัดการข้าราชการขี้โกงนั่นเอง พระองค์จึงสร้างชื่อไว้กับชาวฮั่นทางแดนใต้อย่างยิ่ง การเยียวยาและการจัดการความเรียบร้อยนั้นใช้เวลาเกือบสี่ปี พอกลับวังในปี 1709 เขาก็ได้รับการเลื่อนขั้นเป็นองค์ชายชั้นหนึ่ง (First Class Prince) ทั้งๆ ที่มารดาไม่ใช่ตระกูลชั้นสูงและกลายเป็นหนึ่งในตัวเลือกในการขึ้นเป็นกษัตริย์ได้นั่นเอง

การได้รับการยอมรับจากราษฏรแดนใต้นี้เองดูจะไปปรากฏลางๆ ในเรื่องศึกสายเลือด เพราะการเจรจาร่วมมือกับชาวฮั่นนั้นดูจะเป็นเรื่องง่ายๆ แถมชาวฮั่นที่ว่าก็คือ พ่อของนางเอกในเรื่องยังมีสติปัญญาสูงระดับบัณฑิตเสียอีก

เรื่องของเรื่องที่จะทำให้เกิดนิยายศึกสายเลือดขึ้นมาก็คือ การที่องค์ชายสองที่มีนามว่าอิ่นเหริง (Yinreng) รัชทายาทของคังซีนั้นเกิดอาการเพี้ยนขนาดหนัก ทั้งๆ ที่เป็นลูกที่พ่อรักมากที่สุดและพ่อเป็นคนเลี้ยงเอง แถมยังเอาอาจารย์ผุ้เชี่ยวชาญระดับสุดยอดมาสอนหนังสือให้ แต่พอโตขึ้นความวิปริตก็บังเกิดแก่ตัวองค์ชายผู้นี้ไม่ว่าจะเป็นการเชิดขันทีขึ้นมาทำร้ายข้าราชการที่จงรักภักดี แถมยังมีความสัมพันธ์กับผู้ชายในวังเป็นเรื่องที่คังซีรับไม่ได้เลย ครั้นถูกห้ามอิ่นเหริงองค์ชายสองก็ออกไปซื้อบริการแกงถั่วดำจากพวกค้าทาสแทน คังซีก็เลยถอดรัชทายาทออกจากตำแหน่งและอ้างเรื่องของการถอดว่าเป็นเพราะถูกหนอนคุณไสยจากพระธิเบตนิกายมิกจง พอจัดการเรื่องนี้ได้ก็แต่งตั้งขึ้นใหม่

เหตุการณ์จัดการกับพระธิเบตในเรื่องหนอนคุณไสยนี้อยู่ในเรื่องศึกสายเลือดด้วยนะครับ แต่ผู้เขียนบทให้ผู้ที่อยู่เบื้องหลังพระเหล่านี้เป็นองค์ชายสี่นั่นเอง แต่แม้จะประหารแพะไปหลายคน อาการที่ควรจะมีในความเป็นรัชทายาทก็ยังไม่ปรากฏ นอกจากจะมีจิตใจโหดร้ายและชอบฆ่าสัตว์แล้ว องค์ชายสองยังชอบสถบคำหยาบออกมาชนิดที่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าไปจำมาจากไหน ในปี คศ 1711 คังซีก็เหลืออดจริงๆ ก็ประกาศปลดออกเป็นครั้งสุดท้าย เพราะไปสืบทราบมาได้ว่าลูกชายคนโปรดกำลังจะก่อการกบถ แล้วจับกักขังให้อยู่แต่บริเวณในวังเท่านั้น

ทีนี้เพราะเข็ดหรืออย่างไรไม่ทราบพระองค์ก็เลยไม่ได้ตั้งใครให้เป็นรัชทายาทอีก แต่ได้เขียนพินัยกรรมเอาไว้ว่าถ้าพระองค์ตายเมื่อไหร่ก็ให้ผู้บัญชากองกำลังรักษาพระนครในขณะนั้นมายืนอ่านพินัยกรรมต่อหน้าองค์ชายและบรรดาขุนนางและราชวงศ์ชั้นผู้ใหญ่แทน ว่ากันว่าการทิ้งไพ่ปริศนานี้ คังซีอาจจะอยากเห็นองค์ชายแต่ละคนแสดงฝีมือถึงความเหมาะสมในตำแหน่งรัชทายาทมากกว่าจะพยายามสร้างความวุ่นวาย แต่การกลับไม่เป็นอย่างที่พระองค์คิดไว้ เพราะแทนที่แต่ละคนจะหาทางสร้างผลงาน กลับกลายเป็นการตามล่าหาฝักฝ่ายจากข้าราชการและเชื้อพระวงศ์ด้วยกันเพื่อเสียงสนับสนุนที่จะขึ้นครองราชย์ต่อไป ผลก็คือ การแบ่งแยกฝักฝ่ายอย่างชัดเจน


แต่จะว่าไปก็มีอยู่แค่ 2 ขั้วเท่านั้น อิ่นเหริง หรือ องคชายสองอดีตรัชทายาทนั้นซี้กับองค์ชายสี่ แต่เมื่อถูกถอดฐานคิดก่อกบถและเป็นบ้าไล่ฆ่าคน ดุลย์แห่งอำนาจก็เลยมาตกอยู่ที่น้องชายคือองค์ชายสี่ที่กุมอำนาจในปักกิ่งแทน โดยมีองค์ชายสิบสามที่ได้ชื่อว่าเป็นขุนศึกคนสำคัญของราชวงศ์ในขณะนั้นเป็นตัวสนับสนุน

ขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งประกอบไปด้วย องค์ชายแปดกับองค์ชายสิบสี่ องค์ชายแปดนั้นมีชื่อว่า อิ่นซี่ ( Ying Si) ส่วนองค์ชายสิบสี่มีชื่อว่าอิ่นถี (Ying Ti) สององค์นี้ก็ซี้กันองค์ชายแปดนั้นยินดีที่จะสนับสนุนน้องชายตัวเองอย่างองค์ชายสิบสี่ก็เลยจัดการวิ่งเต้นให้วุ่นไปหมด การเผชิญหน้าของสองกลุ่มการเมืองจึงเกิดขึ้นอย่างช่วยไม่ได้ แต่ในประวัติศาสตร์ที่แท้จริงนั้นในช่วงท้ายของชีวิต

คังซีเองก็ดูเหมือนอยากจะจะจัดการความวุ่นวายนี้อยู่เหมือนกัน เพราะก่อนที่พระองค์จะสิ้นพระชนม์ไม่นาน ก็สั่งจับ “องค์ชายสิบสาม” คู่ซี้ขององค์ชายสี่เข้าคุกโดยยัดข้อหาว่าจะก่อกบถร่วมกับพี่ชายคือองค์ชายสอง ขณะที่กองสนับสนุนองค์ชายสิบสี่อย่าง “องค์ชายแปด” ซึ่งวิ่งเต้นจนสามารถจับมือกับ “องค์ชายเก้า” และ “องค์ชายสิบ” ก็ถูกถอดยศทุกอย่างออก เรียกได้ว่าคังซีเอาตัวยุ่งที่ว่านี้ออกกันหมด เหลือเจ๋งๆ เหน่งๆ อยู่แค่สององค์เท่านั้น

ไอ้ตรงนี้แหละครับที่สำคัญว่าแท้ที่จริงแล้ว คังซีคิดจะเลือกใครเป็นฮ่องเต้องค์ต่อไปกันแน่ เพราะพระองค์ที่ประทับในปักกิ่งกลับอยู่ในเขตอิทธิพลขององค์ชายสี่และกองทัพของเขา รวมถึงหลงเคอตัว (Longkodo) ซึ่งเป็นผู้บัญชาการทหารรักษาพระนคร ขณะที่องค์ชายสิบสี่ซึ่งฝ่ายนักเขียนบทละครเชิดชูนั้นถูกส่งไปซินเกียงและธิเบตเพื่อปราบกบถ แนวคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้มีอยู่สองทางซึ่งนักประวัติศาสตร์ทางตะวันตกก็ยังไม่มีข้อสรุป

ทางหนึ่งบอกว่าการที่คังซีฮ่องเต้ส่งองค์ชายสิบสี่ไปชายแดนเพื่อปราบกบถนั้นก็เพื่อให้ลูกคนนี้ได้มีเกียรติประวัติในการศึกสงครามมากเทียบเท่ากับที่องค์ชายสี่มี แถมการไปทำให้เขตนี้สงบลงก็เป็นการพิสูจน์ฝีมือทางด้านการปกครองอีกด้วย แนวคิดนี้มีข้อสรุปว่า คังซีรักองค์ชายสิบสี่มากกว่าและต้องการให้เขาสืบทอดตำแหน่ง เพราะก่อนไปนั้นองค์ชายสิบสี่ได้รับการแต่งตั้ง “จ้าวนายพลพิทักษ์เขตแดน (Great General Who Pacifies the Frontier)” พร้อมกับทหารอีกเกือบแสนนาย

อีกทางหนึ่งนักวิชาการเสนอแนวคิดว่า คังซีอยากจะแต่งตั้งองค์ชายสี่อยู่แล้ว การส่งองค์ชายสิบสี่ไปชายแดนก็เพื่อไม่ให้เกิดสงครามภายในกันเองหลังจากที่พระองค์สิ้นพระชนม์ไปแล้ว การที่พระองค์อยู่ในเขตอิทธิพลของลูกชายนั้นเป็นเครื่องยืนยันได้อย่างดีว่าคังซีไว้ใจใครกันแน่

อย่างไรก็ดีดูเหมือนว่าทางมือเขียนบทและคนทำละครฮ่องกงจะเลือกที่จะเชื่อแนวคิดแรกมากกว่า ผลก็คือ หย่งเจิ้งกลายเป็นคนเลวอย่างบัดซบในสายตาของคนดูไปเลย

ไม่มีความคิดเห็น: