วันอาทิตย์ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2555

[History] หย่งเจิ้งฮ่องเต้ : คดีปิตุฆาตและการสลับพินัยกรรม


สำหรับบทความตอนนี้เป็นการไขปริศนาว่าหย่งเจิ้งปลงพระชนม์บิดาตัวเองจริงมั้ย? และปลอมแปลงพินัยกรรมจริงหรือไม่? ถึงจะไม่สามารถไขปริศนาได้กระจ่างแบบฟันธง แต่ก็ว่ากันไปตามหลักฐานและความน่าจะเป็นนะคะ ตามความเห็นส่วนตัว ดิฉันเชื่อว่าหย่งเจิ้งไม่น่าจะปลอมพินัยกรรม เช่นเดียวกับที่นักประวัติศาสตร์วิเคราะห์ไว้ค่ะ เพราะพินัยกรรมต้องเขียนหลายภาษาจึงเป็นไปไม่ได้ที่จะปลอมทั้งหมด ยิ่งเรื่องที่หลี่ซื่อเหนียง (จากในศึกสายเลือด) บุกเข้าวังหลวงเพื่อไปเปลี่ยนพินัยกรรมให้กับองค์ชาย 4 นั้นยิ่งเป็นไปได้ยาก เพราะนั่นมันวังหลวงนะคะ ทั้งสูงทั้งการป้องกันแน่นหนาแถมกว้างขนาดนั้น จะไม่เดินหลงหรือไง??? ใครเคยไปเที่ยวกู้กงแล้วคงรู้ซึ้งดีค่ะ (เดินนิดเดียวฉันก็แฮ่กแล้ว) 

สำหรับประเด็นการลอบปลงพระชนม์นั้น พอมีความเป็นไปได้ค่ะ เนื่องจากคังซีเป็นพ่อที่ค่อนข้างใจโลเลอยู่ไม่น้อย ดูจากกรณีขององค์ชายรอง รู้ทั้งรู้ว่าไม่ไหว ก็ยังตั้งๆ ปลดๆ อยู่ตั้ง 2 รอบ ในกรณีนี้อาจเป็นไปได้ว่าเริ่มแรกทรงเห็นแล้วว่าองค์ชาย 4 น่าจะเป็นนักปกครองที่ดีจึงตัดสินพระทัยยกบัลลังก์ให้องค์ชาย 4 แต่ต่อมาอาจทรงกลัวอำนาจและความเฉียบขาดขององค์ชาย 4 บวกกับกำลังในเมืองหลวงก็อยู่ในมือองค์ชาย 4 ทั้งหมด หากเขาคิดจะก่อการ พระองค์คงแย่แน่ นี่อาจเป็นสาเหตุให้ทรงส่งองค์ชาย 14 ไปเป็นแม่ทัพชายแดนเสริมสร้างกำลังจากข้างนอก เผื่อเกิดเหตุฉุกเฉินก็ยังพอมีกำลังคานอำนาจขององค์ชาย 4 แต่เกมแบบนี้มีหรือคนอย่างองค์ชาย 4 จะดูไม่ออก ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดก็คือตัดไฟซะแต่ต้นลมค่ะ

ไม่ว่าองค์ชาย 4 จะได้บัลลังก์มาด้วยวิธีใด ดิฉันก็ยังเห็นว่าสุดท้ายแล้วทรงเป็นฮ่องเต้ที่ดี ถึงจะโหดก็โหดกับพวกโกงกิน ทุกอย่างที่ทรงทำก็เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของประชาชน สามารถจัดระบบราชการใหม่ กำจัดพวกคอรัปชั่น และทำให้เงินในท้องพระคลังงอกเงย จนทำให้เฉียนหลงสามารถบริหารบ้านเมืองต่อไปได้อย่างราบรื่นและรุ่งเรือง ต่ออายุราชวงศ์ชิงไปได้อีกนาน ไม่งั้นราชวงศ์ชิงอาจล่มสลายเร็วกว่านี้ก็เป็นได้ค่ะ




โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์

คราวที่แล้วปูกันไว้ว่า แท้ที่จริงหย่งเจิ้งฮ่องเต้หรืองค์ชายสี่จอมโหดนั้นเป็นองค์ชายที่ได้รับการยอมรับในเรื่องของการบริหารจัดการ โดยเฉพาะการปราบคอร์รัปชั่น และการที่ไปมีความสัมพันธ์อันดีกับชาวใต้ที่เป็นดินแดนที่อิทธิพลของแมนจูยังไปได้ไม่แน่นเท่าไหร่นั้นก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจมากๆ

ข้อเท็จจริงในช่วงเวลานั้นก็คือ มีตัวเต็งอยู่แค่ 2 คนเท่านั้นคือ องค์ชาย 14 หรือ อิ่นถี และ องค์ชายสี่พระเอกของเรานี่เอง ส่วนองค์ชายอื่นๆ ได้โดนคังซีฮ่องเต้ตัดตอนไปจนหลุดจากวงจรแห่งอำนาจเรียบร้อย ก็ไม่มีใครรู้เหมือนกันนะครับว่าพระองค์คิดอะไรที่ไม่เปิดเผยตัวเลือกในใจจนถึงกับเขียนชื่อผู้สืบทอดไว้ที่กลางราชวังหลวงแบบนั้น

แต่ไอ้เรื่องแบบนี้มันก็ยุ่งมากๆ สำหรับการจัดการอำนาจในการบริหารแผ่นดิน นอกเหนือจากความชัดเจนในการสืบทอดอำนาจแล้ว ปัญหาใหญ่ที่สุดประการหนึ่งของราชวงศ์ชิงของแมนจูก็คือ เรื่องของการทุจริตคอร์รัปชั่นของข้าราชการโดยอ๋องผู้มีอำนาจเชื้อพระวงศ์เป็นฝ่ายหนุนหลัง คังซีนั้นมีลูกอยู่ตั้งสามสิบกว่าคน แต่ละคนก็ไม่ธรรมดา นี่คือปัญหาใหญ่อย่างแท้จริงภายหลังการครองราชย์อย่างยาวนานของพระองค์

สำหรับอ๋องชายแดนที่กุมอำนาจการทหารไว้พอสมควรอย่างองค์ชาย 14 อาจจะมองไม่เห็นปัญหาแบบนี้เท่าไหร่ แต่สำหรับหย่งเจิ้งองค์ชายสี่นั้นเขามองเรื่องนี้ว่ามันอาจจะเป็นการทำให้แมนจูล่มสลายได้เลย สภาวะที่ความคอร์รัปชั่นเข้าครอบงำจนทำให้คนอดตายกันมากมายหลังเกิดภัยพิบัติที่เขาเห็นมาต่อหน้าต่อตานั้นถือว่าเป็นสิ่งที่จะต้องหยุดมันให้ได้อย่างเร็วที่สุด

คำถามก็คือจะหยุดมันอย่างไร? คำตอบในใจของหย่งเจิ้งก็คงอยู่ที่ว่า ต้องหยุดและสร้างความชัดเจนจากตัวของคังซีฮองเต้นั่นเอง ตามประวัติศาสตร์นั้นเองที่หย่งเจิ้งซึ่งเป็นองค์ชายองค์เดียวที่มีอำนาจและดูแลพื้นที่ในเมืองหลวงที่ปักกิ่ง ตัดสินใจควบม้าเข้าสู่พระราชวังอันเป็นที่ประทับของคังซีซึ่งอยู่ห่างจากวังหลวงนั้นประมาณ 4 ไมล์เพื่อเข้าเฝ้าเพื่อสอบถามความชัดเจนในเรื่องของการสืบราชบัลลังก์

หลังจากการเข้าเฝ้าได้ไม่กี่ชั่วโมง คังซีฮ่องเต้ก็เสด็จเสียชีวิตไปโดยปริยาย!!




ทันทีที่คังซีเสียชีวิตในวันที่ 20 ธันวาคม 1722 หลงเคอตัวซึ่งเป็นนายพลที่ดูแลกองกำลังรักษาพระนครหลวงก็ทำหนังสือไปถึงอ๋องที่อยู่รอบนอกเพื่อให้มารับฟังพินัยกรรมขององค์คังซีต่อหน้าพระศพ องค์ชายที่เข้ารับฟังการประกาศพินัยกรรมครั้งนี้ประกอบไปด้วยองค์ชาย 7 พระองค์ รวมถึงบรรดาข้าราชการและเชื้อพระวงศ์ชั้นผู้ใหญ่

ทันทีที่หลงเคอตัวประกาศพินัยกรรมของอดีตฮ่องเต้ บรรดาข้าราชการและองค์ชายในที่นั้นก็ตะลึง เพราะทุกคนแทงหวยไปที่องค์ชาย 14 ที่กุมกองทัพเรือนแสนอยู่ชายขอบกันหมด แต่ผลปรากฏว่าเป็นองคชายสี่อิ่นเจิ้งซึ่งถูกวางตัวเป็นมวยรอง…

แน่นอนนะครับว่า ถ้าดูจากวิสัยทัศน์และการจัดการเพื่อประชาชนโดยเฉพาะจากชาวฮั่นในแดนใต้ ผมว่าองค์ชายสี่เป็นตัวเลือกที่ดีมากสำหรับการเป็นนักบริหาร แต่บรรดาเชื้อพระวงศ์และข้าราชการที่คุ้นเคยกับการคอร์รัปชั่นรีดไถมานานย่อมชื่นชมเลือกหวังจะเห็นฮ่องเต้เป็นองค์ชาย 14 มากกว่า

เท่านั้นเอง กระแสข่าวของการเปลี่ยนแปลงพินัยกรรมก็เกิดขึ้นโดยฝีมือของหย่งเจิ้งร่วมมือกับยอดฝีมือชาวฮั่นจากแดนใต้ก็เริ่มกระพือ หนักหนากว่านั้นก็คือ เรื่องของการเข้าเฝ้าและลอบปลงพระชนม์เสียเลย

เรื่องของสงครามข่าวลือนี้ใครเจอก็เหนื่อยครับ เพราะจะไปหยุดต้นตอข่าวลือ คนก็จะมองว่าต้องการฆ่าปิดปาก ครั้นไม่ยอมปิดปากโดยเพิกเฉยไม่สนใจ คนก็จะยอกอีกว่า เห็นมั้ยเพราะเรื่องมันจริงก็เลยแก้ตัวไม่ออก เรียกว่ายังไงๆ ก็โดน หรืออีกเรื่องก็คือเปลี่ยนแปลงประวัติเสียใหม่ เพราะในบันทึกของราชวงศ์ในยุคหย่งเจิ้งขึ้นครองราชย์นั้นมีการเปลี่ยนแปลงกันหลายครั้งจนสุดท้ายก็ได้ออกมาว่า ในช่วงค่ำของวันที่ 20 ธันวาคม 1722 ก่อนที่คังซีจะเสียชีวิต เขาได้เรียกโอรสทั้ง 7 มาเข้าเฝ้าข้างเตียงอันได้แก่องค์ชายสาม องค์ชายสี่ องค์ชายแปด องค์ชายเก้า องค์ชายสิบ องค์ชายสิบหกและองค์ชายสิบเจ็ด หลังจากทุกคนมาถึงพระองค์จึงเสียชีวิต หลงเคอตัวจึงอ่านราชโองการพินัยกรรมแต่งตั้งองค์ชายที่สี่เป็นฮ่องเต้




แต่ยังไงๆ สงครามข่าวลือก็ไม่อาจจะหยุดการก้าวขึ้นครองราชย์ไปได้ อิ่นเจิ้งเปลี่ยนชื่อรัชกาลเป็นหย่งเจิ้งซึ่งก็เป็นชื่อที่คนไทยและคนทั่วโลกรู้จักกันดีครับ

มีสองปมในยุทธจักรที่ต้องการสางจากกรณีขึ้นครองราชย์นี้ อย่างแรกก็คือ มีจอมยุทธแดนใต้โดยเฉพาะจอมยุทธหญิงที่มีชื่อว่า “หลี่ซื่อเหนียง” เข้าวังเพื่อไปเปลี่ยนแปลงพินัยกรรมหรือเปล่า ต้องย้อนกลับไปอีกว่าหลี่ซื่อเหนียงนั้นมีตัวจริงหรือไม่ เพราะคนอ่านนวนิยายรุ่นเก่าหน่อยน่าจะเคยได้อ่านนวนิยายจีนของเนี่ยอู่เช็งที่ชื่อว่า สามนักกระบี่สาว กันมาพอสมควร ฉบับที่แปลเป็นไทยโดย จำลอง พิศนาคะนั้น พูดถึงตัวละครเอกของเรื่องก็คือ สี่เนี้ย หรือ (หลี่ซื่อเหนียง) ที่ใช้ความอดทนและความพยายามถึง 7 ปีที่จะลอบสังหาร ย่งเจ็งฮ่องเต้ (ภาษาจีนกลางก็คือ หย่งเจิ้งฮ่องเต้) สุดท้ายก็สามารถปลิดชีวิตได้สำเร็จด้วยการตัดหัวฮ่องเต้ โดยมีจอมยุทธสาวพี่น้องอีกสองคนคอยแท็กทีมกันตลอดทั้งเรื่อง

ในฐานะนักเขียนนวนิยายกำลังภายในแนวประวัติศาสตร์เนี่ยอู่เช็งไม่เป็นรองกิมย้งครับ เพราะ ฉะนั้นวิธีร้อยเรียงของเขาอาจจะทำให้หลี่ซื่อเหนียงจากนวนิยายกลายเป็นมีตัวจริงๆ ก็ได้ ส่วนตัวผมไม่เชื่อว่าหลี่ซื่อเหนียงจะมีตัวจริง โดยเฉพาะการลอยข้ามกำแพงวังต้องห้ามขึ้นไปถึงกลางท้องพระโรงเพื่อขโมยพินัยกรรมมาแปลี่ยนแปลงนั้นยิ่งแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย เพราะกำแพงวังต้องห้ามนั้นสูงเป็นบ้า คนๆ เดียวไม่มีทางฝ่าเข้าไปได้…มันต้องทำเป็นขบวนการแน่นอน

และถ้าคิดว่าทำกันเป็นขบวนการ คนที่เป็นจอมยุทธที่แท้จริงน่าจะเป็น “นายพลหลงเคอตัว” ซึ่งดูแลทหารราชองค์รักษ์และดูแลพระนคร ถ้าเผื่อจะลุยเข้าไปพร้อมกับทหารอีกซักหลายคนมันก็ไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะดูจะเอิกเกริกเกินไป

ประเด็นถัดมาก็คือเรื่องของพินัยกรรมว่าปลอมแปลงได้หรือไม่ คำตอบก็คือ ยากมากๆ ครับ นักประวัติศาสตร์เคยค้นเรื่องนี้แล้วสรุปออกมาเป็นข้อๆ ว่าไม่มีทางที่จะเกิดขึ้น เพราะพินัยกรรมนั้นทำขึ้นเป็น 5 ภาษา ไล่มาตั้งแต่ภาษาแมนจู ฮั่น ธิเบต อาหรับ ไปจนกระทั่งมองโกล และเขียนโดยอารักษ์คนเดียวกัน ตัวหนังสือของฮั่นนั้นอาจจะแก้ง่ายๆ แต่ของภาษาอื่นนี่ เขาว่า ระหว่างคำว่า 14 กับ 4 นั้นห่างกันคนละโยชน์ทีเดียว เพราะฉะนั้นจึงไม่มีทางที่จะปลอมแปลงพินัยกรรมโดยการเขียนหรือลบตัวหนังสือแค่ขีดเดียวแล้วจะจบนะครับ

เมื่อร่ายกันมาถึงตอนนี้ก็ต้องสรุปว่า ไม่มีการเปลี่ยนพินัยกรรมแน่ๆ ของหย่งเจิ้ง แต่การปลงพระชนม์นั้นอาจจะทำได้ และถ้าทำหย่งเจิ้งแกก็คงจะทำไปเพราะเรื่องที่ต้องการจัดการให้ประเทศของตัวเองกลับมาอยู่กับร่องกับรอยเสียที ยิ่งพอมานึกถึงว่า ในแผ่นดินจีนนั้นเรื่องของลูกฆ่าพ่อ หรือ ฆ่าพี่ฆ่าน้องเพื่อหาทางครองบัลลังก์นั้นไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะฉะนั้นการที่หย่งเจิ้งจะทำการอย่างที่ว่าจึงเป็นไปได้สูง



ไม่มีความคิดเห็น: