วันอังคารที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2555

[History] หย่งเจิ้งฮ่องเต้ : เลือดล้างตระกูล


สำหรับในตอนนี้มาดูกันว่ามีใครรอดใครตายในประวัติศาสตร์จริงบ้างค่ะ  และด้วยเหตุผลอะไรนะคะ...




 
โดย ASTV ผู้จัดการออนไลน์
 
เมื่อขึ้นครองราชย์องค์ชายสี่ก็เปลี่ยนชื่อศักราชใหม่ในยุคสมัยที่เขาปกครองประเทศว่าเป็น “ปีหย่งเจิ้ง” และคนทั่วไปก็เรียกเขาว่าเป็น “หย่งเจิ้งฮ่องเต้”

ทันทีที่รับตำแหน่งอย่างเป็นทางการเขาก็ประกาศพระราชทานอภัยโทษและส่ง “องค์ชายสิบสาม” ที่มีนามว่าอิ่นเซี่ยงเป็นพันธมิตรมาตั้งแต่สมัยก่อนออกมาจากคุกหลังจากที่เคยถูกจองจำในสมัยของคังซีทันที เหตุที่ปล่อยก็ไม่ใช่เรื่องอะไรนอกจากต้องการให้องค์ชาย 13 ซึ่งแต่เดิมมีชื่อเสียงที่สุดของบรรดาองค์ชายในฐานะที่เป็นยอดนักรบพิเศษ ออกมาทำการควบคุมเมืองหลวงและจัดกำลังของกองทหารรักษาพระองค์และกองทหารที่ดูแลพระราชวังต้องห้ามทันที

นักวิเคราะห์กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า เป็นเพราะหย่งเจิ้งเกรงจะมีการทำปฏิวัติขึ้นมาโดยพลพรรคและเพื่อนฝูงขององค์ชาย 14 ที่ตอนนั้นยังอยู่ที่ชายแดน ซึ่งเหตุการณ์ทุกอย่างก็เรียบร้อยไปตามที่คาด เพราะองค์ชาย 13 แกทำหน้าที่ได้หมดจดเหลือเกินจนไม่มีใครกล้าขยับตัว เพราะโดนกองทหารหน่วยพิเศษประกบเสียแน่นหนาไปหมด การควบคุมอย่างแน่นหนานี่เองที่ทำให้พิธีส่งพระศพของคังซีที่บรรดาเชื้อพระวงศ์และตัวหย่งเจิ้งเองผ่านไปได้อย่างดี เพราะต้องคลานเข่าไปสามก้าวและคำนับอีก 9 ครั้ง พิธีดังกล่าวกินเวลา 3 วันกว่าจะเสร็จสิ้น หลังจากนั้นหย่งเจิ้งฮ่องเต้จึงมีใบบอกไปยังองค์ชาย 14 ที่อยู่ที่ชิงไห่กลับเข้ามาที่หลุมศพของคังซีได้



ปัญหาของหย่งเจิ้งในเรื่องของการขึ้นครองราชย์นี้ ทำให้พระองค์ถึงกับต้องบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษรว่าเป็นเรื่องหนักหนาเกินไปสำหรับพระองค์ โดยเฉพาะตั้งแต่ได้รับตำแหน่งนี้พระองค์ก็นอนไม่หลับและกลายเป็นคนเจ้าอารมณ์ขึ้นมาแถมยังควบคุมตัวเองไม่ได้อีกด้วย ซึ่งมันสะท้อนได้อย่างเดียวว่า ความเครียดของพระองค์นั้นเกิดจากความระแวงคนในสายเลือดเดียวกันที่จะทำการก่อการโค่นพระองค์ ข้อสรุปที่หย่งเจิ้งมักจะทำเป็นประจำถ้าเกิดปัญหาขึ้นมาก็คือ กำจัดของต้นตอแห่งปัญหานั่นเสียเลยโดยไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม หรือ ไม่ต้องสนว่าจะเป็นญาติพี่น้องอะไรทั้งนั้น นั่นเป็นเหตุให้สุดท้ายเกิดปรากฏการณ์เลือดล้างตระกูลขึ้นมาเพราะหย่งเจิ้งแกจัดการไล่ล่าฆ่าพี่น้องท้องเดียวกันมาจนหมดสิ้น

จากนั้นก็ไล่เก็บเรียบแม้กระทั่งข้าราชการที่เคยมีข่าวว่าช่วยเหลือกันมาจนได้เป็นฮ่องเต้อันได้แก่ หลงเคอตัว เหนียนเกิ้งเหยา ก็โดนไปเสียทั้งหมด แต่เหตุที่หยงเจิ้งแกจัดการกับพี่น้องแบบนี้ก็ไม่ใช่เพราะความโหดและความหวาดระแวงของแกอย่างเดียวนะครับ แต่เพราะบรรดาพี่น้องเหล่านั้นก็คิดจะก่อกบถจริงๆ ส่วนข้าราชการเหล่านั้นที่ถูกเชือดหมดก็ไม่ใช่เพราะเรื่องอื่น แต่เป็นเหตุจากการคอร์รัปชั่นที่หย่งเจิ้งแกเกลียดอย่างที่สุดนั่นเอง ซึ่งเมื่อข้าราชการหรือองค์ชายเหล่านั้นเปิดจุดอ่อนที่จะหาเหตุให้จัดการได้ แกก็จัดการแบบไร้ความปราณีทีเดียว



ความจริงมีองค์ชายหลายองค์ที่ไม่ได้ตายเพราะหย่งเจิ้งนะครับ ยกตัวอย่างเช่นองค์ชายหนึ่งกับองค์ชายสองนั้นก็ถูกจับกักบริเวณไว้ตั้งแต่สมัยคังซีฮ่องเต้มีชีวิตอยู่ ด้วยเหตุที่ไม่รักดีตามมาด้วยการที่คิดจะก่อกบถ หย่งเจิ้งฮ่องเต้ก็ไม่ได้สนใจอะไรนอกจากขังลืมจนกระทั่งตายไปเองทั้งคู่

อิ่นเหริงผู้ที่เคยดำรงตำแหน่งรัชทายาทแถมยังเป็นคนที่องค์ชายสี่เองเคยเกาะร่วมสนับสนุนมาก็ตายหลังจากที่หย่งเจิ้งขึ้นครองราชย์ได้เพียง 2 ปี ว่ากันว่ามีการส่งคนเข้าไปเอาผ้าขาวรัดคอให้แกอายุสั้นกว่าที่ควร



แต่ที่หนักหนาที่สุดในการจัดการได้แก่แก๊งค์ขององค์ชายแปด อิ่นซี ที่จับมือกับองค์ชายเก้าและองคชายสิบอย่างแน่นหนา และมีหลักฐานอย่างชัดเจนว่าเตรียมการจะปฏิวัติ ซึ่งว่ากันว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่หนักใจมากที่สุดสำหรับหย่งเจิ้ง เพราะ เมื่อมีการฟื้นฟูระบบสี่ที่ปรึกษาใหญ่ องค์ชายแปดนั้นได้รับการแต่งตั้งจากหย่งเจิ้งให้เป็นหนึ่งในสี่ที่ปรึกษาใหญ่ของพระองค์ทีเดียว แถมยังได้รับตำแหน่งอย่างเป็นทางการเป็นประธานสภาขุนนาง (President of the Feudatory Affairs Office) เสียด้วยซ้ำไป และในเวลาต่อมาได้เป็นหัวหน้าเจ้าหน้าที่ประจำสำนักบริหารของฮ่องเต้อีกด้วย

แต่เมื่อขึ้นสู่อำนาจได้ไม่นาน หย่งเจิ้งก็พบว่ามีเรื่องไม่ชอบมาพากลในน้องชายคนนี้โดยเฉพาะในเรื่องของการคิดจะก่อการและเรื่องร้ายที่สุดก็คือการคอรัปชั่น ในปี 1726 องค์ชายแปดก็ถูกจับโดยตั้งข้อกล่าวหาในเรื่องของการรับสินบนอย่างมากมาย เขาถูกขับออกจากตำแหน่งและคุมตัวออกจากวังไปกักบริเวณอยู่ที่เป่าติ้ง หลังจากที่หย่งเจิ้งทำการตรวจสอบด้วยตัวเอง ในปีเดียวกันองค์ชายแปดก็ถูกพระราชทานนามใหม่จากเดิมที่ชื่ออุ๋นซีกลายมาเป็น “อากินะ” ในภาษาแมนจู ซึ่งแปลตรงๆ ก็คือ “ ไอ้หมู” ซึ่งแสดงถึงความสกปรกที่ชอบรับสินบนนั่นเอง

หลังจากนั้นองค์ชายแปดก็ป่วยกระเสาะกระแสะจนสุดท้ายก็มีคำประกาศอย่างเป็นทางการว่า เขาก่อคดีอุกฉกรรจ์ในเรื่องของคอร์รัปชั่น 40 คดี องค์ชายหมูของหย่งเจิ้งก็ไม่มีโอกาสได้มาสูดอากาศภายนอกบ้านอีกเลยจนกระทั่งตายไปในที่สุด



องค์ชายเก้าหรืออิ่นถังซึ่งเป็นหนึ่งในคนที่คังซีฮ่องเต้โปรดมากซึ่งก่อนหน้านี้เคยสนับสนุนองค์ชาย 14 และถัดมาก็ส่งสัญญาณว่าจะสนับสนุนองค์ชายแปดในการก่อการอีกด้วย หลังจากที่เป็นผู้บังคับการทหารอยู่แถวๆ ชิงไห่ แต่หลังจากที่หย่งเจิ้งทรงทราบ เขาก็โดนเล่นงานในข้อหาเดียวกันในเรื่องของคอร์รัปชั่น มีการสั่งควบคุมตัวและส่งไปที่เป่าติ้งห่างจากฐานที่มั่นเดิมของเขาเกือบ 200 กิโลเมตร ขณะที่ทำการสอบสวนเขาถูกเปลี่ยนชื่อเป็น “องค์ชายหมา" ( Sesihei จากภาษาแมนจูแปลว่าหมา) หลังจากก็โดนจับไปกักขังได้ 2 ปีองค์ชายเก้าก็เสียชีวิตอย่างปริศนาด้วยอาการปวดท้องซึ่งก็ไล่ๆ กับที่องค์ชายแปดตายในปี 1726 นั่นแหล่ะครับ




และหนึ่งในแก๊งคนสุดท้าย “อิ่นเอ๋อ” องค์ชายสิบนั้นถูกถอดออกจากทุกตำแหน่งในเดือนพฤษภาคมปี 1724 แล้วส่งไปอยู่ในดินแดนหนาวสุดๆ ที่ ชุนยี่ ข้อหานั้นไม่แน่ใจเพราะไม่มีการบันทึกไว้ แต่คาดว่าคงจะโดนอะไรต่อมิอะไรใกล้เคียงกัน

การตายขององค์ชายทั้งคู่นี้ก็มีการร่ำลือกันไปต่างๆ นานาว่าพวกเขาโดนวางยาพิษหรือไม่ก็โดนซ้อมจนตายเสียมากกว่าซึ่งน่าจะแสดงให้เห็นถึงความโหดของหย่งเจิ้งได้ดี



แต่คำถามของทุกคนโดยเฉพาะคนดูละครจีนสมัยก่อนอย่างเรื่อง “ศึกสายเลือด” ก็คือ แล้วเกิดอะไรขึ้นกับองค์ชาย 14 หรือ “อิ่นถี” ผู้ซึ่งรับประทานแห้วจากตำแหน่งฮ่องเต้ คำตอบก็คือ หลังจากที่ถูกเรียกตัวให้เข้ามาเคารพพระศพของคังซีหลังจากที่การจัดงานเสร็จสิ้นแล้ว ขณะที่กำลังพักให้หายเหนื่อย เพราะถูกเรียกตัวมาจากชิงไห่ จู่ๆ ในค่ำคืนหนึ่งองค์ชายผู้นี้ก็ถูกตำรวจลับของหย่งเจิ้งฮ่องเต้เข้ารวบตัวขณะกำลังหลับเพื่อคุมตัวมาอยู่ในหลุมฝังศพของคังซีเพื่อรับราชโองการจากฮ่องเต้องค์ใหม่

ราชโองการดังกล่าวก็คือการสั่งให้องค์ชาย 14 ดูแลพระศพขององค์อดีตฮ่องเต้คังซีตลอดไป พูดง่ายๆ ก็คือหย่งเจิ้งแกเอาองค์ชาย 14 มาจำคุกใต้ดินไว้ตลอด โดยที่มีหน่วยทหารรักษาพระองค์ดูแลการทำหน้าที่ขององค์ชาย 14 อีกที

สองปีถัดมาองค์ชาย 14 ที่เคยได้รับพระยศเป็นเจ้าพระยาปราบชายแดนสมัยคังซีมีชีวิตอยู่ก็ได้รับบำเหน็จจากหย่งเจิ้งฮ่องเต้อีกรอบโดยการลดตำแหน่งขององค์ชายลงอีกสองขั้น และในปี 1725 อิ่นถีก็ได้เป็นคนเฝ้าสุสานของฮ่องเต้แบบเต็มตัว เพราะฐานะและตำแหน่งองค์ชายที่มีมาตั้งนานถูกทางสำนักพระราชวังริบคืนไปทั้งหมด




ฉายาฮ่องเต้บัลลังค์เลือดจึงได้มาด้วยประการฉะนี้ แต่เอาเข้าจริงหย่งเจิ้งก็ไม่ได้จัดการพี่น้องของเขาทั้งหมดนะครับ กับพันธมิตรที่ร่วมรบกันมานานและเป็นกำลังสำคัญให้เขาอย่างองค์ชาย 13 ที่กลายเป็นผู้บัญชาการทหารรักษาพระองค์ของเขาในช่วงแรกของการครองราชย์นั้นก็ไปได้สวยในชีวิตราชการ จากการจงรักภักดีและการทำงานหนักในฐานะที่ปรึกษาและผู้แทนต่างพระเนตรพระกรรณแม้ว่าจะมีปัญหาอย่างมากมายในเรื่องของสุขภาพ

ในปี 1725 อิ่นเซี่ยงถูกส่งไปทำหน้าที่ในจี้ลี่เพื่อดูแลระบบน้ำทั้งควบคุมเรื่องของการชลประทาน การควบคุมเรื่องน้ำท่วม และการคมนาคม หลังทำงานอย่างหนักได้เกือบๆ 5 ปีหย่งเจิ้งก็เรียกเขากลับเข้ามาอยู่ข้างกายพร้อมกับเลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็นองค์ชายชั้นหนึ่ง แต่ยังไม่ทันทำอะไรเขาก็จากไปจากโลกนี้จากอาการป่วยหอบหืดเรื้อรัง ในปี 1730 หย่งเจิ้งฮ่องเต้ถึงกับสั่งให้หยุดราชการเพื่อแสดงความไว้อาลัยต่อองค์ชาย 13 เป็นเวลา 3 วัน ตัวของพระองค์เองกล่าวต่อหน้าท้องพระโรงถึงการจากไปครั้งนี้ว่าเป็นความสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ของประเทศเลยครับ



ไม่มีความคิดเห็น: