วันพุธที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2555

[History] การลอบสังหารหย่งเจิ้งของหลี่ซื่อเหนียง




โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์

ส่วนหนึ่งของการที่หย่งเจิ้งถูกนำเสนอแต่เฉพาะเรื่องแย่ๆ หรือความโหดร้ายมากกว่าเรื่องดีๆ ของเขานั้น เป็นเพราะนโยบายของเขาที่มุ่งไปในเรื่องการเงินการคลังแบบสุดชีวิต รวมถึงการมีนโยบายปราบคอร์รัปชั่นแบบถึงพริกถึงขิงของเขานั่นเอง

การจัดตั้ง “สำนักราชการส่วนพระองค์” หรือที่ฝรั่งเรียกว่า Grand Council ซึ่งประกอบไปด้วยที่ปรึกษาหรือเรียกว่าองคมนตรี 5 คนและคนใหญ่ที่สุดก็คือเชื้อพระวงศ์ที่จะถูกคัดเลือก แท้ที่จริงก็คือสำนักงานตรวจสอบภายในซึ่งในนี้จะเรียกว่า ปปช หรือ DSI หรือจะเรียกว่าสำนักข่าวกรองแห่งชาติรวมกันก็ได้ เพราะหน่วยงานนี้มีหน้าที่รวบรวมข้อมูลข่าวสารโดยเฉพาะเรื่องร้องเรียนการทำความผิดและความพยายามที่จะหลบเลี่ยงการเสียภาษีโดยอาศัยช่องว่างต่างๆ ระบบและการทำงานของสำนักราชการส่วนพระองค์นี้ทำให้การเลี่ยงภาษีของเจ้าต่างกรมจบลง หย่งเจิ้งโจมตีเข้าใจกลางของการเลี่ยงภาษีอย่างแรง นักวิเคราะห์รุ่นหลังกล่าวว่านี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่หย่งเจิ้งมีศัตรูในวังแบบรอบทิศ

นอกจากนั้นบรรดาข้าราชการที่ยักยอก “ส่วนลดภาษี” ของชาวนาโดยการอาศัยการประเมินที่ผิดพลาดก็โดนเล่นงานอย่างหนัก เพราะคนสำนักราชการส่วนพระองค์ลงไปตรวจสอบเอง ฏีกาที่ชาวบ้านเคยต้องเสนอผ่านที่ทำการราชการระดับล่างก็วิ่งตรงมายังสำนักตรวจสอบนี่เลย เงินที่ชาวบ้านและชาวนาต้องเสียโดยการตกลงกันเองระหว่งผู้ตรวจชั้นผู้น้อยกับชาวบ้านก็ถูกส่งเข้าส่วนกลาง ผลงานที่ว่านี้ก่อให้เกิดความสั่นสะเทือนในสำนักราชการระดับล่างอย่างหนัก เพราะรายได้ที่เคยเป็นค่าต๋งที่ส่งตามน้ำไปให้นายอำเภอหรือหัวหน้าของผู้ตรวจชั้นผู้น้อยก็ไม่มีอีกต่อไป (นึกถึงภาพของตำรวจจราจรคอยตั้งด่านเพื่อไถเงินและส่งให้นายสิครับจะเข้าใจได้มากขึ้น)

ที่หนักกว่านั้นก็คือ การยกเลิกสิทธิของบรรดาบัณฑิตทั้งหลายในเรื่องอภิสิทธิ์ในการยกเว้นภาษี…สิ่งเหล่านี้ทำให้หย่งเจิ้งเป็นที่รังเกียจจากบรรดาข้าราชการชั้นผู้น้อยและบัณฑิตที่เคยได้รับอภิสิทธิ์สมัยคังซียังมีชีวิตอยู่



ภายในเวลา 10 ปีนับตั้งแต่ปี 1721 จนกระทั่งปี 1730 ปรากฏว่าเงินในท้องพระคลังนั้นเพิ่มจาก 32 ล้านตำลึงลายมาเป็น 60 ล้านตำลึง เรียกว่าทำลายสถิติที่คังซีเคยทำไว้อย่างไม่เห็นฝุ่น งบประมาณด้านการทหารก็น้อยลงเกือบ 10 เท่า ส่วนหนึ่งเพราะหย่งเจิ้งยินดีที่จะใช้การเจรจามากกว่าการทำสงคราม รวมถึงการลดขนาดของกองทัพลงซึ่งทำให้ประหยัดงบประมาณไปได้มาก เงินเหล่านี้กลายเป็นงบประมาณที่สำคัญในสมัยของเฉียนหลงฮ่องเต้ที่เอาไว้สร้างปรากฏการณ์พระอาทิตย์ไม่เคยตกดินในแผ่นดินแมนจูนั่นเอง

ขณะเดียวกันสำหรับข้าราชการชั้นสูงที่เคยร่วมสร้างบัลลังค์กันมาอย่างหลงเคอตัวและเหนียนเกิ้งเหยาก็โดนเล่นงานไม่แพ้กัน เหนียนเกิ้งเหยานั้นจะว่าไปก็เหมือนสายลับที่ส่งไปประกบองค์ชาย 14 สมัยที่ชิงบัลลังค์กัน เหนียนเกิ้งเหยาเป็นคนจัดการหาหลักฐานมาเล่นงานองค์ชาย 14 เสียด้วยซ้ำไป หลงเคอตัวก็คือคนคุมทหารในปักกิ่งที่ยุติปัญหาการก่อการขององค์ชายต่างๆ และทำให้หย่งเจิ้งได้ครองราชย์อย่างสมบูรณ์ เหนียนเกิ้งเหยานั้นได้รับการโปรโมตมากมายในช่วง 5 ปีแรกของรัชการหย่งเจิ้งในฐานะขุนศึกคนสำคัญของราชวงศ์ แต่เมื่อมีความพยายามจะทำการกระด้างกระเดื่องและมีหลักฐานชัดเจนว่าเขาคบคิดจะใช้กองทัพเพื่อทำการปฏิวัติร่วมกับองค์ชายอิ่นถังหรือองค์ชาย 9 สุดท้ายเหนียนซึ่งอยู่ในตำแหน่งผู้ว่าเขตหางโจวก็โดนจับกรอกยาพิษฐานละโมบและคิดกบถในปี 1726 ส่วนคนในครอบครัวของเขาถูกประการชีวิตหมดทั้งตระกูล ขณะที่หลงเคอตัวนั้นก็อาศัยฐานะของการเป็นคนสนิทกระทำการคอร์รัปชั่นอย่างมโหฬารสุดท้ายหย่งเจิ้งก็เลยบุกเข้าควบคุมตัวและขังลืมไว้ในบ้านจนตายในปี 1728 นักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งบอกว่า สองคนนี้อาจจะตายเพราะรู้ความลับมากเกินไป

ขณะที่ความรุ่งโรจน์และการจัดระเบียบของข้าราชการและเชื้อพระวงศ์นั้นมีประสิทธิภาพอย่างยิ่ง แต่จู่ๆ องค์ชายสี่ของเราก็เสียชีวิตลงแบบกระทันหันในเดือนตุลาคม ปี 1735 ด้วยอายุเพียงแค่ 56 ปี จุดนี้เองที่นักเขียนนวนิยายจีนเอาไปแต่งต่อว่า พระองค์เจอการลอบสังหารจากจอมยุทธหญิง “หลี่ซื่อเหนียง” ซึ่งมีบทบาทจาก 3 นักกระบี่สาวและเรื่องศึกสายเลือด



ในเรื่องศึกสายเลือดนั้นหลี่ซื่อเหนียงล้างแค้นแทนพ่อของตัวเองที่ชื่อว่า หลี่หลิวเลี่ยง  ซึ่งในประวัติศาสตร์จริงนั้นเขาเป็นบัณฑิตชาวฮั่นและเขียนงานต่อต้านราชวงศ์ชิงมาโดยตลอด จนกระทั่งโดนจับลงโทษประหารชีวิตฐานผลิตเอกสารอันเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาตินั่นเอง และแน่นอนว่าเอกสารดังกล่าวก็คงจะมีเรื่องราวหมิ่นและหมิ่นเหม่ต่อพระบรมเดชานุภาพของหย่งเจิ้งด้วย ผลก็คือบัณฑิตปากกล้าต้องกลายเป็นผีหัวขาดไปโดยที่ช่วยไม่ได้

ส่วนในนวนิยายนั้นหลี่ซื่อเหนียงอาศัยความสัมพันธ์เมื่อครั้งอดีตเชิญหย่งเจิ้งมาดื่มสุรารำลึกถึงความหวามและความหวาน โดยสุรานั้นผสมพิษไส้ขาดเอาไว้ หย่งเจิ้งก็ดื่มมันลงไปโดยไม่ทราบ สุดท้ายพระองค์ก็ตายตามพิษนั้นไปจริงๆ

ขณะที่บางตำนานบอกว่าหลี่ซื่อเหนียงโกรธที่เธอเป็นแม่ของเฉียนหลงและเป็นคนรักที่แท้จริงของหย่งเจิ้งแต่กลับไม่สามารถก้าวขึ้นมาเป็นพระมเหสีได้ ก็เลยเปลี่ยนความโกรธเป็นความโหดและฆ่าคนรักเสียเลย

ปัญหาตรงนี้หลายคนสงสัยว่าเป็นจริงหรือไม่ที่พระองค์ถูกลอบสังหารแบบนั้น?

ตามบันทึกอย่างเป็นทางการ (ซึ่งคงเชื่อได้ยากเต็มที เพราะบันทึกมักจะถูกแก้ให้ทุกอย่างดูดีอยู่เสมอสำหรับฮ่องเต้) หย่งเจิ้งนั้นเสียชีวิตเนื่องจากการทานยาบำรุงตามตำรับต่างที่พระองค์สรรหามา หย่งเจิ้งนั้นเชื่อในเรื่องของการเป็นนิรันดร์อยู่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นพระองค์ก็เลยลองยาทุกๆ อย่างที่มีแววจะทำให้พระองค์มีอายุยืนยาวได้ ยาส่วนใหญ่ที่พระองค์ลองนั้นก็มีตั้งแต่สารหนูยันสารปรอท กินเข้าไปมากๆ ก็แน่นหน้าอกยันโลหิตเป็นพิษ สุดท้ายก็เลยจากโลกนี้ไปเพราะยาของพระองค์นั่นเอง… แต่กระนั้นก็ไม่ได้เสียชีวิตกระทันหัน ยังมีเวลาจัดการเรื่องที่ยังไม่สำเร็จให้จบเรื่อง

ข้อสรุปก็คือพระองค์จากไปด้วยยาจริงส่วนจะเป็นพิษหรือเปล่าอันนี้พระองค์คงไม่ได้ตั้งใจให้มันเป็นครับ

แต่กระนั้นบางตำราก็ยังบอกต่อด้วยนะครับว่า ครอบครัวของหย่งเจิ้งนั้นถูกสาบจากความบาปที่พระองค์ได้ก่อไว้ เพราะลูกทั้ง 14 คนที่พระองค์ให้กำเนิดนั้น เหลือรอดโตมาได้เพียงแค่ 5 องค์เท่านั้น แต่บางตำนานก็แจ้งว่าลูกของหย่งเจิ้งที่ตายอาจจะเป็นเพราะถูกลอบสังหารโดยคนขององค์ชายอื่นๆ ก็เป็นได้





มีข้อสังเกตอยู่อย่างหนึ่งว่าในยุค 60-80 นั้นดูเหมือนหย่งเจิ้งจะร้ายกาจจนเป็นเหมือนอสูรกายทีเดียว แต่พอยุค 90 เป็นต้นมาดูเหมือนหย่งเจิ้งจะถูกปรับให้มีเหตุมีผลแลละเป็นคนดีและดูโรแมนติกมากขึ้น นวนิยายเรื่องดังอย่าง “ปู้ปู้จิงซิน” ผลงานของถงหัว ซึ่งเมื่อปีที่แล้วถูกเอามาทำเป็นซีรี่ส์ชื่อดังมากของจีน เพราะเดินเรื่องได้น่าสนใจโดยโฟกัสไปที่เด็กผู้หญิงจากปี 2011 ที่ชื่อรั่วซีโดนไฟดูดแล้วย้อนยุคกลับไปอยู่ในวังสมัยชิงและมีความรักกับบรรดาองค์ชายต่างๆ แต่มาหนักแน่นที่สุดกับหย่งเจิ้งนี่แหล่ะครับ นิยายเรื่องนี้โคตรดราม่าและใครต่อใครที่ได้ดูต่างก็ร้องไห้กันทุกคน

เรื่องนี้แม้ว่าจะแสดงถึงความโหดของหย่งเจิ้ง แต่ก็แจงให้เห็นด้วยว่าเขาโหดเพราะความรักอันเต็มเปี่ยมที่มีต่อรั่วซี ส่วนหนึ่งที่ภาพลักษณ์ของหย่งเจิ้งเปลี่ยนไปก็คงเพราะนักประวัติศาสตร์รุ่นใหม่ให้ความเป็นธรรมต่อหย่งเจิ้งมากขึ้นจากการที่เขาลงมือปราบคอร์รัปชั่นโดยไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรมนั่นเอง

การตัดสินใจโดยไม่สนความสัมพันธ์ส่วนตัวมากเท่ากับประโยชน์ของชาติและราชวงศ์นี้เอง แสดงให้เห็นในช่วงวาระสุดท้ายตัวอย่างชัดๆ ก็คือ การที่พระองค์มองเห็นว่าโอกาสที่จะนองเลือดยังอาจจะมีหลังจากที่พระองค์จากไป ช่วงระหว่างที่หย่งเจิ้งรู้ว่าเวลาเหลือไม่นานนัก พระองค์ได้เรียกตัวบุตรชายคนที่สามที่มีชื่อว่า “หงชี่” ซึ่งเคยสนิทกับอิ่นซีน้องชายของพระองค์มาพบ จากนั้นก็ประทานเหล้ายาพิษให้ดื่มเสียเลยเพื่อไม่ให้หงชี่ลุกขึ้นมาปฏิวัติทายาทที่พระองค์เลือกไว้

หลังจากนั้นก็ทรงเขียนพินัยกรรมและหนังสือแต่งตั้งฮ่องเต้องค์ต่อไปแล้วนำไปใส่กล่องแขวนไว้ที่วังเฉียนชิ่ง อีกฉบับหนึ่งก็เก็บไว้ที่พระองค์เอง เมื่อหย่งเจิ้งตายก็ให้เอาจดหมายทั้งสองฉบับมาเทียบกัน ถ้าตรงกันก็ค่อยให้ประกาศอย่างเป็นทางการซึ่งหวยมาออกที่ “หงลี่” หรือจอมคนลำดับที่สามแห่งราชวงศ์ชิงที่สร้างปรากฏการณ์ต่างๆ ในยุทธภพอาจจะมากที่สุดแล้ว จนคนดูหนังจีนทั่วโลกรู้จักกันในนาม “เฉียนหลงฮ่องเต้” นั่นเอง


ไม่มีความคิดเห็น: