วันอังคารที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2555

Nicky Wu in Cosmopolitan : Ageless Charm


เนื้อหาจากบทความใน Cosmopolitan China #334 นะคะ ตอนแรกกะว่าจะดองไว้แปลตอนวันหยุด (อีกแล้ว) แต่พออ่านจบน้ำตาซึม เลยต้องรีบแปลมาให้คุณได้อ่านด้วยนะคะ ดิฉันแปลแบบรวบรัดเหมือนเดิมนะคะ คือไม่ได้แปลทุกตัวอักษร สรุปและตัดตอนที่สำคัญมาด้วยภาษาจีนที่แสนอ่อนแอของดิฉันค่ะ... 

CR : 吳奇隆‧不會哭於你面前 
Cosmo – 2012年8月17日星期五下午6:56



ฉีหลงไม่ปฏิเสธว่าเขากับหย่งเจิ้งมีส่วนคล้ายกัน ทั้งเขาและหย่งเจิ้งเป็นคนไม่ชอบพูด (พูดน้อยต่อยหนัก) เขาไม่รู้ว่าจะเสียเวลาอธิบายไปทำไม ลงมือทำเลยดีกว่า

ในละครลักษณะที่เด่นชัดของหย่งเจิ้งคือความเย็นชา ทั้งสีหน้าแววตาและท่าทาง ฉีหลงได้ศึกษาตัวละครและออกแบบมาอย่างดี ทั้งการเดินและคำพูดล้วนผ่านการคิดคำนวณมาแล้ว เขาบอกว่า หย่งเจิ้งเป็นคนที่เย็นชามาตั้งแต่กำเนิด แต่แม้กับคนที่ภายนอกดูเป็นมิตรร่าเริง ดูเข้มแข็ง แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าคนๆ นั้นจะร้องไห้ไม่เป็น เพียงแต่ไม่ร้องไห้ให้ใครเห็นเท่านั้น



เดือน ต.ค นี้ ฉีหลงจะอายุ 42 แล้ว ตอนนี้เขามีแฟนๆ กลุ่มเด็กๆ กลุ่มใหญ่ เป็นเรื่องที่ไม่คาดฝันมาก่อนว่าหลังจากโลดแล่นอยู่ในวงการบันเทิงมานานกว่า 20 ปี เขายังคงมีจำนวนแฟนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ตลอดเวลาที่เขาทำงานในประเทศจีนมากว่า 10 ปีนี้เขาไม่ได้อาศัยโชค แต่ใช้ความพยายามของเขาล้วนๆ “บทองค์ชาย 4 ทำให้ผมได้รับรางวัลมากมาย แต่ในความเป็นจริงขณะที่ทำงานผมไม่เคยคิดถึงเรื่องรางวัล ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะเกิดอะไรขึ้นหลังถ่ายทำเสร็จแล้วเมื่อละครออกอากาศ นั่นเป็นสิ่งอยู่นอกเหนือความคาดหมายของเรา ผมจึงรู้สึกว่าไม่จำเป็นต้องคาดหวังอะไรมากนัก แค่ทำให้ดีที่สุด แต่คนอื่นกลับมองเห็นว่าเป็นเพราะโชคช่วย”

จากประสบการณ์ที่ผ่านมาสอนให้ฉีหลงเข้าใจดีว่าคนเรานั้นต้องได้อย่างเสียอย่าง (ภาษาจีนใช้คำว่า ไม่มีทางได้ทั้งปลาและอุ้งตีนหมี ค่ะ ) ในตอนนี้ฉีหลงใช้เวลาอยู่กับงานถึง 90% หากเขาไม่ถ่ายละครก็ต้องไปถ่ายแบบนิตยสาร ไม่ก็ไปร่วมกิจกรรมของสินค้าแบรนด์ต่างๆ การทำงานให้เสร็จนั้นก็ยากพออยู่แล้ว มันจึงลำบากมากหากเขาจะต้องไปคิดถึงเรื่องอื่นๆ อีก “ตอนหนุ่มๆ เรามักเลือกที่จะทำหลายๆ อย่างในเวลาเดียวกัน เชื่อว่าตัวเองสามารถทำอะไรก็ได้ แต่ตอนนี้ผมไม่โลภอีกแล้ว หลังจากผ่านประสบการณ์มาหลายปี ผมพบว่ามันดีที่สุดที่จะมุ่งมั่นทำอย่างใดอย่างหนึ่ง”

การผ่านประสบการณ์ชีวิตสมรสที่ล้มเหลวทำให้ฉีหลงโตขึ้น “ตอนนี้ผมกลัวว่าอาจไปทำร้ายคนอื่น ผมรู้จักตัวเองดีขึ้นแล้ว ระมัดระวังความรู้สึกของคนอื่นมากขึ้น เพราะชีวิตผมอยู่กับงานถึง 90% มีบทบาทที่ต้องแสดงต่อหน้าสาธารณะชน สร้างบรรยากาศให้เห็นว่าพวกเรารักกัน แต่ผมก็เตือนตัวเองเสมอว่านี่ไม่ใช่ความจริง เพราะศิลปินจำเป็นต้องแสดงด้านดีให้ผู้คนเห็น แต่ทุกคนย่อมมีปัญหาในชีวิตของตัวเอง บางทีขณะที่ถ่ายละครอยู่ 3 เดือน ผมก็คิดว่า “ผู้หญิงคนนี้ดีจังนะ” แต่อีก 3 ปีต่อไปผมอาจไม่คิดแบบนี้ก็ได้ “ ฉีหลงจำเป็นต้องวางความรักไว้เป็นเรื่องรอง “ความรักไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิต” 

หลายคนอยากให้ฉีหลงมีความรักกับสาวนอกวงการ แต่เขาไม่กล้าแม้แต่จะคิด “ผมรู้สึกว่าต้องใช้เวลาในการปรับตัวเข้าหากัน เหมือนความรักที่อยู่ไกลกัน เราคงต้องคอยเป็นห่วงกัน คิดถึงกัน แล้วมันก็จะกลายเป็นภาระและทำให้ไม่มีความสุข มันคงไม่มีประโยชน์อะไรหากเรารู้อยู่แล้วว่ามันต้องจบลงไม่ดี แล้วจะไปเริ่มต้นเพื่ออะไร” สำหรับฉีหลงแล้วเขาคงไม่สามารถทนรับกับความผิดหวังได้อีก ฉีหลงคนนี้ไม่ใช่เด็กหนุ่มช่างฝันคนเดิมอีกต่อไปแล้ว

ตั้งแต่วัยรุ่นเพราะหนี้สินของพ่อ ฉีหลงจึงต้องทำงานหนักมาตลอด 10 กว่าปีจนกระทั่งปี 2000 หลังจากปลดหนี้ได้แล้ว เขาจึงคิดสร้างครอบครัว เริ่มต้นชีวิตใหม่ ใครจะรู้ล่ะว่าเพียงแค่ไม่กี่ปีชีวิตสมรสของเขาจะต้องจบลง ว่ากันว่าฉีหลงต้องเสียทั้งรถและเงินก้อนโตให้กับอดีตภรรยาของเขา หม่าหยาซู จู่ๆ ชีวิตก็พลิกผันอีกครั้ง ดูเหมือนเขาต้องเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง ถึงจะผ่านความทุกข์มามาก แต่ฉีหลงยังสามารถฝ่าฟันมาได้ ต้องชื่นชมกับความอดทนของเขาจริงๆ แต่ก็อดถามเขาไม่ได้ว่า “ฉีหลง คุณไม่เหนื่อยหรือ?”

“แน่นอนย่อมต้องเหนื่อย แต่นี่คือขั้นตอนของชีวิต มีทั้งทุกข์และสุขคละเคล้ากันไป ทุกชีวิตย่อมต้องฝ่าฟัน ทั้งในเรื่องการทำงานด้วย ต้องเจอทั้งที่ชอบและไม่ชอบ แต่สิ่งสำคัญก็คือต้องยอมรับมันให้ได้ ถึงจะไม่มีความสุข แต่ก็เปลี่ยนความจริงที่ว่าโลกต้องหมุนต่อไปไม่ได้ ผมจึงเลือกที่จะยิ้มสู้กับความลำบาก พอมองย้อนกลับไป ความลำบากเหล่านั้นก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไรเลย” ฉีหลงต้องเผชิญกับความลำบากมามากเพื่อครอบครัว ต้องทนรับความกดดัน เขารับมือกับมันได้ดี และมีวุฒิภาวะมากกว่าคนอื่นๆ




ฉีหลงบอกว่าเขาไม่ใช่คนโรแมนติค ตอนนี้ใจของเขาทั้งหมดทุ่มให้กับครอบครัว เขาบอกว่าความสัมพันธ์ในอดีตระหว่างเขากับครอบครัวค่อนข้างห่างเหิน เขาไม่ค่อยชอบอยู่บ้าน ถึงขนาดเคยคิดว่าเขาไม่ใช่ลูกแท้ๆ ของพ่อแม่ แต่ตอนนี้ครอบครัวกลายเป็นพลังสำคัญ เป็นเสาหลักให้กับชีวิตของเขา “ผมคิดถึงครอบครัวของผมบ่อยๆ จึงชอบโทรไปคุยกับพวกเขา มันทำให้ผมมีแรง ทุกคนแบ่งปันความสุขของพวกเขา ทำให้ผมรู้สึกว่ามันคุ้มค่าที่ต้องทำงานหนักขนาดนี้”

เพราะเขายุ่งอยู่กับการทำงาน บางครั้งเขาจึงชวนให้ครอบครัวมาเที่ยวที่จีน (บ้านนิคกี้อยู่ไต้หวันนะคะ ) มาเยี่ยมเขาที่กองถ่าย มาพูดคุยกับเขาเรื่องการเรียนของหลานๆ “เจ้า 5 คนนั้นชอบมานอนกับผม ทำให้ผมต้องลงไปนอนบนพื้น “ ฉีหลงบอกว่าเวลาที่ได้อยู่กับพวกเขาทำให้เขามีความสุขและผ่อนคลาย แต่แฟนๆ ของเขาหวังให้ฉีหลงค้นพบรักของเขา พบกับอีกครึ่งหนึ่งของเขา เพื่อเขาจะได้สร้างครอบครัวที่มีความสุข ใจดวงนี้จะได้ไม่ต้องโดดเดี่ยวและอ้างว้างอีกต่อไป




Photos by Lamb ; Styling by Cynthia ; Hair & Makeup by 高建; Wardrobe from Gucci & Izzue; Accessories by Swarovski 


เป็นไงบ้างคะ? ดิฉันตัดย่อแล้วก็ยังยาวอยู่ดีนะคะกับมหากาพย์ชีวิตของพี่หลง ดิฉันคิดว่าสิ่งนี้สะท้อนความรู้สึกนึกคิดของนิคกี้ในวันนี้ได้เป็นอย่างดี ว่ามุมมองของชีวิตและความรักของเขาเป็นอย่างไร ถึงภายนอกอาจจะดูเหมือนว่าเขาเข้มแข็ง (ถึกและอึด แต่ผู้ชายกลัวงูนี่ยังไงก็ไม่เข้มแข็งหรอกนะคะ คุณฉี) แต่จริงๆ แล้วเขาอ่อนไหวมาก บาดแผลในใจของเขานั้นมันลึกเกินกว่าจะเยียวยาจริงๆ ค่ะ ดิฉันไม่คิดว่าตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมานี่เขาจะไม่เคยเจอผู้หญิงที่ถูกใจเลย เพียงแต่เขา “เข็ด” เกินกว่าที่จะกล้าเสี่ยงอีกครั้ง และหากเขาไม่สามารถก้าวข้ามกำแพงนี้ไปได้ ชาตินี้เห็นทีเขาคงต้องได้ไปงานแต่งงานของเจ้า 5 แสบนั่นก่อนงานของตัวเองเป็นแน่ค่ะ 

แต่เขาพูดถูกอยู่อย่างเรื่องชีวิตนักแสดง ดิฉันไม่คิดว่าสาวนอกวงการจะเป็นตัวเลือกที่ดีนัก เพราะเธอควรจะต้องเข้าใจว่าเวลาที่เขาแสดงความรักต่อดาราหญิงต่อหน้าสาธารณะชนนั้น (อย่างเช่นกับซือซือ หรือต่อไปก็จะเป็นหม่าซู ) มันเป็นแค่การแสดง เพราะเป็นสิ่งที่ผู้ชมต้องการเห็น เธอจะต้องมีความหนักแน่นประดุจภูผาเลยทีเดียวค่ะถึงจะสามารถยอมรับสถานการณ์แบบนี้ได้ ดิฉันจำได้ว่านิคกี้เคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า มีหลายคนอิจฉาเขาที่ได้เป็นนักแสดง ได้สวมบทบาทหลายๆ อย่างที่ในชีวิตจริงเราอาจทำไม่ได้ แต่ที่จริงแล้วมันยากมาก กับการที่เราจะต้องเป็นคนอื่น จะต้องคิดว่าเรารักผู้หญิงคนนี้จริงๆ แต่พอเสร็จงานแล้วจะต้องดึงตัวเองกลับมาให้ได้ด้วย ซึ่งตรงจุดนี้นิคกี้บอกว่าซือซือมีปัญหามาก เพราะเธออินกับบทเกินไปจนดึงตัวเองกลับมาไม่ได้ ทำให้ตัวเองรันทดหดหู่ (ตามรั่วซี) ไปอีกหลายวัน และนิคกี้ต้องคอยเตือนเธออยู่บ่อยๆ 

สำหรับนิคกี้ด้วยประสบการณ์อันยาวนาน (เก๋า) เขาจึงทำได้ดี ดีเกินไป จนทำให้แฟนๆ อินไปกับเขา จนเดี๋ยวนี้บางคนก็ยังเชียร์เขากับซือซือ พากันจิ้นไปไกลว่าสองคนนี้อาจแอบคบกันหรืออะไรกันไปนะคะ ทั้งๆ ที่พอเสร็จงานก็ต่างคนต่างไป นิคกี้เวลาจะกินจะนอนยังแทบไม่มี ( ฮียังชีพด้วยมาม่า บุหรี่ และกาแฟค่ะ ) จะเอาเวลาที่ไหนไปแอบกิ๊กสาวล่ะคะ 



1 ความคิดเห็น:

素心 กล่าวว่า...

เศร้าอะ.. ขอบคุณคะ พี่โรส..