วันจันทร์ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2555

Xiao Hu Dui 小虎隊 Forever [1]


หลังจาก “เสี่ยวหู่ตุ้ย” กลับมารวมตัวกันอีกครั้งในวันตรุษจีน ปี 2010 ก็มีบทความออกมามากมายเพื่อย้อนรำลึกอดีตอันรุ่งเรืองของพวกเขา ดิฉันอยากจะถือโอกาสที่ครบรอบ 24 ปีในวงการของนิคกี้ เล่าเกี่ยวกับ XHD สักเล็กน้อย เพราะเชื่อว่าคงมีแฟนๆ จำนวนไม่น้อยเลยทีเดียวที่มาหลงรักนิคกี้จากบท “องค์ชาย 4” แต่อาจจะไม่เคยรู้เกี่ยวกับเรื่องราวของ XHD และบางท่านอาจเกิดไม่ทันด้วยซ้ำไป ในฐานะที่ดิฉันเป็นอีกคนหนึ่งที่เติบโตมาพร้อมๆ กับพวกเขา จึงขอย้อนรำลึกอดีตและบอกเล่าเรื่องราวเหล่านี้ให้คุณฟังนะคะ แต่เรื่องราวคงเน้นที่นิคกี้เป็นหลักนะคะ อย่างที่เคยบอกไปค่ะว่าชีวิตเธอดราม่ามาก เป็นลูกผู้ชายที่ต้องต่อสู้กับความยากลำบากมาแต่เด็กจนกว่าจะถึงวันนี้ ทุกบททุกตอนในชีวิตหล่อหลอมให้เขากลายเป็นอู๋ฉีหลงในวันนี้ค่ะ ( ต้องบอกว่าเมื่อก่อนดิฉันเพลียกับเธอมากค่ะ )


Xiao Hu Dui 小虎隊 CCTV 2010 Spring Festival Gala 2010.02.13 

 


XHD นั้นถือได้ว่าเป็นตำนานของวงการบันเทิงไต้หวันก็ว่าได้ และเป็นตำนานที่ยังยืนยงมาจนถึงปัจจุบัน ย้อนกลับไปในยุค 80 สมัยนั้นวงบอยแบนด์ยังไม่เฟื่องฟูเหมือนเดี๋ยวนี้ จะมีก็อยู่ทางฝั่งญี่ปุ่น สำหรับในเมืองไทยตอนนั้นเป็นยุคของละครและหนังจากฮ่องกง คนไทยจะรู้จักแต่ดาราฮ่องกง น้อยมากที่จะมีดาราไต้หวันมาตีตลาด จนกระทั่งมี 4 จตุรเทพน้อยเข้ามา ที่ดังที่สุดน่าจะเป็น จิมมี่ หลินจื้ออิง แต่ทั้ง 4 คนก็ถือว่าคุ้นหน้าคุ้นตาสำหรับคนไทยที่นิยมดาราจีน ไม่ว่าจะเป็นจินเฉิงอู่ (ทาเคชิ คาเนชิโร) อู๋ฉีหลง และซูโหย่วเผิง ซึ่งสองคนหลังนี่ก็คือเสือน้อยแห่ง XHD นั่นเองค่ะ 


ในยุคสมัยนั้นยังไม่มีอินเตอร์เน็ตแบบเดี๋ยวนี้ ไม่มีกลุ่มแฟนคลับที่คอยติดตามสนับสนุนไปทั่วโลกแบบไปไหนไปกันอย่างทุกวันนี้ การยืนหยัดอยู่ในวงการบันเทิงจึงไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลยค่ะ 

ตำนานของเสี่ยวหู่ตุ้ยยืนยงมานานกว่า 20 ปี พวกเขาคือต้นแบบของศิลปินวัยรุ่นชายในยุคนั้น (1988) ทำลายสถิติมาแล้วทุกรูปแบบ อัลบั้ม “ความรัก” (อ้าย) ทำยอดขายได้ถึง 15 ล้านตลับ (สมัยนั้นยังเป็นเทปอยู่ค่ะ) ซึ่งจนถึงวันนี้ยังไม่มีนักร้องเอเชียคนใดทำลายสถิตินี้ได้ ( ก็เดี๋ยวนี้เค้าใช้ดาวน์โหลดเอาแล้ว ไม่มีใครซื้อแผ่นแล้ว พี่แกคงได้ครองสถิตินี้ไปตลอดกาล ) 



ตำนานบทนี้เริ่มขึ้นในปี 1988 เด็กหนุ่มที่ชื่อ อู๋ฉีหลง เขาอยู่ที่ไทเปฝั่งตะวันออก ขายเสื้อผ้าแบกะดิน เนื่องจากทางบ้านเศรษฐกิจฝืดเคือง ถึงเขาจะอายุเพียง 18 ปี แต่ต้องทั้งเรียนทั้งทำงาน เขาเรียนที่โรงเรียนพละศึกษา วิชาหลักคือคาราเต้และยูโด แมวมองได้ไปพบเด็กหนุ่มหน้าตาหล่อเหลา รูปร่างงดงามคนนี้ แต่เขาไม่รู้ว่า “แมวมอง” คืออะไร??? เนื่องจากในเวลานั้นเขาไม่เคยดูโทรทัศน์ ร้องเพลงไม่เป็น เต้นรำก็ไม่ได้ ทุกวันเขาเรียนหนังสือ พอวันหยุดก็ต้องทำงานเสริมทุกอย่าง ตั้งแต่รับล้างรถ เก็บกวาดขยะ ขัดลิฟท์ เป็นพนักงานช่วยคนว่ายน้ำ (LIFEGUARD) ทำงานในโรงงาน บรรจุน้ำแข็งในโรงน้ำแข็ง เหล่านี้คือสิ่งที่เขาทำมาตลอดตั้งแต่อายุ 13 จนถึง 18 ปี ( ดราม่าสุดๆ ) 

ณ อีกมุมหนึ่งของไทเป เด็กหนุ่มที่ชื่อ ซูโหย่วเผิง เป้าหมายของเขาคือสอบเข้าโรงเรียนมัธยมเจี้ยงจง โรงเรียนมัธยมปลายที่ดีที่สุดของไทเป หากสอบเข้าที่นี่ได้เท่ากับว่าขาข้างหนึ่งเหยียบเข้าสู่ประตูมหาวิทยาลัยแล้ว เขาเป็นลูกคนโตของบ้าน เป็นเด็กสุภาพ เชื่อฟัง ว่าง่าย เรียนดี เขาอายุ 15 ปี แต่สายตาสั้นถึงระดับ 1000 แล้ว (เป็นเด็กเนิร์ดค่ะ)

ในไถจง มีเด็กหนุ่มอีกคนที่ชื่อ เฉินจื้อเผิง เป้าหมายของเขาคือการเป็นทหารและนักแสดง เขาเกิดในครอบครัวที่ฐานะค่อนข้างดีแต่หัวโบราณ แม้แต่พ่อของเขายังเอ่ยปากว่าเขาหน้าเหมือนจางกั๋วหยง (เลสลี่ จาง) แม่ของเขาเปิดร้านทำผม ชีวิตของเขาจึงโตมากับความสวยความงาม (มั่นใจว่าหล่อมาแต่เกิดค่ะคนนี้ )





ในเวลานั้นบริษัทไคลี่ ประกาศเปิดรับสมัครชายหนุ่ม 3 คนเพื่อทำหน้าที่ผู้ช่วยพิธีกร บริษัทแมวมองติดต่ออู๋ฉีหลง ซึ่งยังไม่รู้อยู่ดีว่า “ผู้ช่วยพิธีกร” คืออะไร??? แต่คนของบริษัทไม่ละความพยายาม คุยกับลูกไม่ได้ก็คุยกับคุณแม่แทน ชวนคุณแม่คุยเล่นไปเรื่อยๆ ทุกวัน จนกระทั่งคุณแม่บอกลูกว่า “เค้าโทรมาตลอดทั้งสัปดาห์ ลำบากมาก ไปหน่อยแล้วกัน” (ไปแบบมึนๆ คุณแม่น่ารักมาก มึนพอๆ กับลูก) 

ในการทดสอบอู๋ฉีหลงไม่รู้ว่าต้องทำอะไรบ้าง จึงได้แต่ใช้ความแข็งแกร่งของร่างกายที่เขามี โดยโชว์ท่าตีลังกาที่สวยงาม

สุดท้ายเด็กหนุ่มทั้งสามก็ได้พบกับ เหมียวซิ่วลี่ ผู้บริหารของบริษัทไคลี่ “เสี่ยวหู่ตุ้ย” จึงถือกำเนิดนับแต่บัดนั้น 




อู๋ฉีหลง (18 ปี ) ถนัดด้านกีฬา มีสรีระสวยงาม ใบหน้าหล่อเหลา เขาจึงเป็น “เสือสายฟ้า – พีลี่หู่” และเป็นพี่ใหญ่ของน้องๆ อีก 2 คน 

ซูโหย่วเผิง ( 15 ปี ) เป็นเด็กเรียน สุภาพ อายุน้อยที่สุด เขาคือ “เสือเชื่อฟัง – ไกวไกวหู่” 

เฉินจื้อเผิง ( 17 ปี ) ทั้งบุ๋นและบู๊ไม่โดดเด่นเท่าสองเสือ แต่มีใบหน้าพิมพ์เดียวกับจางกั๋วหยง เขาจึงเป็น “เสือหล่อ – เสี่ยวสร้อยหู่” 

แต่การควบคุมดูแลเด็กวัยรุ่น (หนุ่ม) ทั้ง 3 คนนี้ถือว่าเป็นงานหนักเลยทีเดียวสำหรับผู้จัดการ ซ่งเหวินซาน มาติดตามความสัมพันธ์ของทั้ง 3 เสือที่ต่างคนต่างที่มา และเรื่องเพลียๆ ของอู๋ฉีหลง (แน่นอนต้องมีเรื่องความรักด้วยสำหรับเสือหนุ่มรูปหล่อคนนี้) กันในตอนต่อไปนะคะ 



ไม่มีความคิดเห็น: