วันอังคารที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2555

Xiao Hu Dui 小虎隊 Forever [2]


Xiao Hu Dui 小虎隊 Forever [1] 
http://mmerosegarden.blogspot.com/2012/08/xiao-hu-dui-forever-1.html






ในฐานะพี่ใหญ่ อู๋ฉีหลง จึงมีหน้าที่คอยดูแลน้องๆ ในตอนเริ่มแรกฉีหลงกับจื้อเผิงจะค่อนข้างสนิทกันมากกว่าเพราะอายุใกล้เคียงกัน ในขณะที่โหย่วเผิง นอกจากจะอายุน้อยสุดแล้ว เขายังมีภาระต้องเรียนหนังสืออย่างหนักเพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัยให้ได้ ซึ่งอันนี้เป็นข้อแม้ที่พ่อแม่กำหนดไว้ให้เขา พ่อแม่ของโหย่วเผิงไม่คัดค้านหากเขาจะทำตามความฝันของเด็กวัยรุ่น แต่การเรียนจะต้องไม่เสีย ดังนั้นเวลาของเขาจึงอยู่ที่การเรียนมากกว่าพี่ๆ อีก 2 คน

ทุกวันศุกร์ฉีหลงจะไปที่ประตูโรงเรียนของจื้อเผิงเพื่อรอให้เขาเลิกเรียนแล้วเดินทางไปไทเปด้วยกัน เวลาไปโปรโมทอัลบั้ม พวกเขาต้องนอนห้องเดียวกัน จึงใช้วิธีปูผ้าบนพื้นแล้วนอนด้วยกัน (เพราะเตียงมีแค่ 2 เตียง) เป็นเพราะโหย่วเผิงสายตาสั้น จึงถูกพี่ทั้งสองแกล้งอยู่บ่อยๆ ด้วยการปิดไฟ ทำให้เขาต้องมะงุมมะงาหราอยู่ในความมืด (แสบมั้ยคะ พี่หลงของเรา)

แน่นอนการดูแลเด็กวัยรุ่น 3 คนไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ผู้จัดการซ่งเหวินซาน จึงเป็นเหมือนผู้ปกครองของพวกเขาในเวลาทำงาน ทั้ง 3 คนล้วนถูกเขาทำโทษมาแล้วด้วยเหตุผลต่างๆ กัน ( คนจีนสมัยก่อนจะลงโทษด้วยการลงไม้ลงมือนะคะ อย่างเช่น การตี ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องปกติในยุคนั้นค่ะ) ซึ่งต่างจากศิลปินสมัยนี้ที่ถูกดูแลทะนุถนอมราวกับไข่ในหินเลยทีเดียว

เสือสายฟ้า พี่ใหญ่ ซึ่งเป็นหนุ่มรูปหล่อ (ในตอนนั้น) ปัญหาของเขาก็คือเวลามีความรักทีไรมักจะเสียงานเสียการ มาทำงานสายจนต้องถูกทำโทษ ( มัวแต่ไปเอาใจสาวอยู่ หากไม่ได้เจอหน้าเธอชีวิตมันต้องอาสัญแน่ๆ ) แล้วเขาก็ขยันที่จะมีความรัก ถึงขนาดเคยเกิด “สงครามเย็น” ในหมู่พี่น้อง เนื่องจากอู๋ฉีหลงคบสาว และในเวลานั้นดารานักแสดงไม่ควรมีข่าวอื้อฉาวเรื่องความรัก นั่นเป็นเหตุให้ความนิยมตกลง สองเสือจึงรวมหัวกันต่อต้านเสือสายฟ้า ต่อมาจื้อเผิงบอกว่า “คิดแล้วก็ขำ คนจะมีความรัก ผมมีสิทธิ์อะไรไปต่อต้านเขา”

เสือหล่อ น้องรองคนนี้ มีปัญหาอยู่เรื่องเดียวคือการกิน และเป็นคนที่กินแล้วอ้วนง่าย เขาชอบแอบกินของที่ผู้จัดการห้าม สุดท้ายก็เลยต้องโดนทำโทษ

เสือเชื่อฟัง น้องสาม ปัญหาของน้องสามนี่หนักหนาเอาการอยู่ เนื่องจากเขาต้องทำให้ดีทั้งเรียนและทำงาน ทำให้เขาผิดพลาดบ่อยครั้งในการทำงาน มาสายเพราะติดเรียน ทำให้คนอื่นต้องมารอ ไม่มีเวลาซ้อมจึงเต้นช้ากว่าคนอื่นครึ่งสเต๊ปเสมอ ถึงขนาดที่เขาเกือบถูกถอดออกจากการเป็น XHD ทีมงานถึงขนาดประชุมตกลงกันแล้วว่าจะถอดเขาออก เมื่อโหย่วเผิงรู้เรื่องนี้ เขากลั้นน้ำตาแล้วบอกว่า “ผมไม่ถอนตัว การเรียนของผม ผมจะรับผิดชอบเอง ลำบากกว่านี้ผมก็จะแบกรับเอง” สุดท้ายทางบริษัทฯ ต้องชะลอการออกเทปของ XHD เพื่อรอให้โหย่วเผิงสอบเสร็จซะก่อน




สุดท้ายทั้ง 3 คนนี้ผ่านการเคี่ยวกรำอย่างหนักเพื่อให้เป็นตัวอย่างที่ดีของวัยรุ่นคนอื่นๆ พวกเขาเป็นตัวแทนของวัยรุ่นที่แข็งแรงสดใส รักความก้าวหน้า พ่อแม่ยินดีสนับสนุนให้ลูกหลานมานิยมชมชอบพวกเขาและดูพวกเขาเป็นตัวอย่าง

XHD โด่งดังข้ามประเทศ NHK จากญี่ปุ่นยังมาขอสัมภาษณ์ ในญี่ปุ่นนักร้องนักแสดงวัยรุ่นจะพักการเรียนเพื่อมาเป็นนักแสดง พวกเขาจึงตกใจเมื่อพบว่าทั้งสามเสือยังเรียนหนังสืออยู่ แถมเรียนได้ดีซะด้วย

เสือสายฟ้า ได้ยูโดสายดำขั้นที่ 2 คาราเต้สายดำขั้นที่ 5 หลังจบโรงเรียนพละศึกษา เขาสอบเข้าคณะพละศึกษาของมหาวิทยาลัยฟู่เหยิน

เสือเชื่อฟัง สอบเข้ามหาวิทยาลัยไต้หวัน คณะวิศวกรรมช่างกล ได้คะแนนสอบเป็นที่ 5 ของไต้หวัน

แต่งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา ในปี 1991 เฉินจื้อเผิงเข้ารับสมัครเกณฑ์ทหาร “เสี่ยวหู่ตุ้ย” จึงประกาศแยกย้าย




เหมียวซิ่วลี่ เคยกล่าวไว้ว่า “เสี่ยวหู่ตุ้ย หากไม่มีอู๋ฉีหลง คงไม่สามารถยืนหยัดมาได้หลายปี”

ข้อนี้เฉินจื้อเผิงยอมรับ เขาเคารพพี่ใหญ่คนนี้มาก ทั้งองอาจ คอยดูแลห่วงใย และมีคุณธรรม หากไม่ใช่เขาจะไม่ยอมเด็ดขาด ส่วนใหญ่อู๋ฉีหลงจะเป็นคนที่คอยติดต่อกับน้องๆ คอยให้การสนับสนุนช่วยเหลือ ในวงการแสดง อู๋ฉีหลงคุ้นเคยกับทีมงานมากมาย จึงฝากฝังให้ช่วยดูแลเฉินจื้อเผิง แต่กำชับทีมงานว่าอย่าให้จื้อเผิงรู้ เพราะเขาเป็นคนขี้ใจน้อยและคิดมาก ส่วนจื้อเผิงเองก็คอยดูแลน้องสาม ครั้งที่ไปถ่ายทำเรื่อง “เจ้าหญิงกำมะลอ” ด้วยกัน มีคนบังอาจมารังแกน้องสาม พี่รองถึงกับออกหน้าปกป้องน้องชายของเขา

ในบรรดาทั้ง 3 คน อู๋ฉีหลงเป็นคนที่มีความสามารถเหนือใคร เขาเป็นครูฝึกดำน้ำที่มีหนังสือรับรอง เขามีธุรกิจส่วนตัว ในขณะที่น้องๆ อีก 2 คนไม่มีหัวทางด้านนี้เลย

เมื่อครั้งที่เฉินจื้อเผิงขึ้นแสดงละครเวทีที่ไต้หวัน อู๋ฉีหลงขอพักงานเพื่อไปดูการแสดงโดยไม่บอกล่วงหน้า เขารอจนกระทั่งน้องรองแสดงจบแล้วจึงไปปรากฏตัวที่หลังเวที เฉินจื้อเผิงถึงกับหลั่งน้ำตา ในขณะที่อู๋ฉีหลงก็ร้องไห้ด้วย พี่น้องกอดกันร้องไห้อยู่แบบนั้น

อู๋ฉีหลงเคยพูดว่า “ผมมีน้องชาย 2 คน คนหนึ่งไม่ชอบแสดงอารมณ์ความรู้สึก (โหย่วเผิง) อีกคนไม่ชอบแสดงความผูกพันกับใคร (จื้อเผิง) หลายปีมานี่เราต่างรักใคร่ดูแลกัน งานของเราเป็นการทำให้ผู้อื่นมีความสุข เราไม่เคยให้ร้ายใคร แต่เพราะงานของเรา เราจึงไม่อาจหลีกเลี่ยงที่จะถูกผู้อื่นให้ร้ายเสมอ” 

ซึ่งข้อนี้เป็นเรื่องจริงทีเดียว โดยเฉพาะโหย่วเผิงคนมักตีความการกระทำเขาผิดๆ เนื่องจากเขาแสดงอารมณ์ความรู้สึกไม่เก่ง ล่าสุดก็คือตอนที่เขาไปเยี่ยมกองถ่าย “นางพญาผมขาว” ของพี่ใหญ่ โหย่วเผิงตั้งใจไปเซอร์ไพรส์จึงไม่ได้บอกใคร และเขาก็ไม่รู้ว่าวันนั้นจะมีนักข่าวมาทำข่าว ปรากฏว่าเขาถูกหาว่าตั้งใจไปสร้างกระแสให้ตัวเองโดยเกาะความดังของฉีหลง ซึ่งตอนนี้กำลังดังเป็นพลุแตกจาก “ปู้ปู้จิงซิน” ซึ่งพอคิดแล้วก็ขำดีนะคะ เพราะถ้าย้อนกลับไปเมื่อตอนงานตรุษจีน 2010 ที่ XHD มารวมตัวกันอีกครั้ง ตอนนั้นโหย่วเผิงไม่ค่อยพูดอะไรนักตอนสัมภาษณ์ เพราะปกติเขาก็พูดไม่ทันพี่หลงอยู่แล้ว (ทำอะไรช้าครึ่งสเต๊ปตลอด) นักข่าวกลับหาว่าเพราะเค้าดังที่สุด (ในบรรดา 3 คน) ก็เลยหยิ่ง กลายเป็นงั้นไป ในตอนนั้นยังไม่มีใครรู้ว่า “ตัวพูดมาก” (จ้อไม่หยุด) นี่จะกลายเป็นดาราดังแบบกู่ไม่กลับหลังจาก “ปู้ปู้จิงซิน” ออกอากาศ

ในตอนหน้าเราจะมาคุยเรื่องของอู๋ฉีหลงกันแบบเน้นๆ เลยค่ะ...


ไม่มีความคิดเห็น: