วันพุธที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2555

Xiao Hu Dui 小虎隊 Forever [3]


Xiao Hu Dui 小虎隊 Forever [1]
http://mmerosegarden.blogspot.com/2012/08/xiao-hu-dui-forever-1.html
Xiao Hu Dui 小虎隊 Forever [2] 
http://mmerosegarden.blogspot.com/2012/08/xiao-hu-dui-forever-2.html




บนเวทีในงานตรุษจีน ปี 2010 XHD กลับมารวมตัวกันอีกครั้ง นี่คือสิ่งที่ผู้คนร้องขอผ่านการสำรวจทางอินเตอร์เน็ต แต่ยังคงมีความกังวลใจอยู่บ้างว่า เราจะได้พบเจอกับอะไร ชายกลางคน 3 คนบนเวที? แต่เมื่อพวกเขาปรากฏตัวขึ้นบนเวที ในเวลานั้นเหมือนพาทุกคนย้อนกลับไปสู่เมื่อ 20 ปีก่อน ทุกอย่างยังเหมือนเดิม “เสือสายฟ้า” อู๋ฉีหลง ยังคงยืนอยู่กลางเวที เวลาดูเหมือนไม่อาจทำอะไรเขาได้ ใบหน้ายังคงสดใสเช่นเดิม ร่างกายผอมเพรียวแข็งแกร่ง ท่าเต้นคล่องแคล่วฉับไว

อู๋ฉีหลงกล่าวว่า แรกเริ่มเขาเป็นนักกีฬา ทั้งคาราเต้และยูโด เขาฝึกฝนจนถึงระดับสูง ในการแสดงเขาจึงชอบบทแอคชั่น ซึ่งมีความท้าทายมากกว่าแค่การแสดงบทพูด เพราะจำเป็นต้องจดจำท่าทางการเคลื่อนไหว นอกจากนั้นต้องอดทนต่อความเจ็บปวดและระวังอันตรายที่อาจเกิดขึ้น และต้องสามารถประคองตัวเองไปจนกว่าจะจบการถ่ายทำ

อู๋ฉีหลงผ่านการทดสอบกับอาวุธมาแล้วแทบทุกชนิด ทั้งกังฟู หมัดมวย 18 ท่า เขาทำได้ทั้งหมด ในการฝึกฝนเขารู้ดีว่าต้องคอยระมัดระวังไม่ให้ของมีคมเข้าใกล้ เขาทำความคุ้นเคยกับอาวุธพวกนี้ มันจึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของเขา




อย่างที่รู้กันว่าอู๋ฉีหลงทำงานหนักมาตั้งแต่ก่อนเข้าวงการ ตลอดเวลา 10 กว่าปีในวงการบันเทิง อู๋ฉีหลงทำงานแบบหามรุ่งหามค่ำ ตลอด 7 วัน เกือบตลอด 24 ช.ม. รับงานทุกชนิดแม้ใจจะไม่อยากทำ ยอมสวมเสื้อผ้าฟูฟ่องมีลูกไม้ทั้งที่แสนจะเกลียด ทั้งหมดนี้ก็เพื่อชดใช้หนี้ก้อนมหาศาลให้กับพ่อแม่ เขาไม่เคยรู้ว่าได้รับเงินเท่าไหร่ รู้แค่ว่า บริษัทโอนเงินเข้าบัญชีให้แล้ว และวันต่อมาเงินก้อนนั้นก็ถูกโอนไปแล้ว (ให้เจ้าหนี้) แม้แต่ตอนที่เขาไปเกณฑ์ทหาร เขาต้องขายทรัพย์สินที่มีเพื่อนำเงินไปใช้หนี้และเป็นค่าใช้จ่ายของครอบครัวในระหว่างที่เขาไม่ได้ทำงาน

เขากลายเป็นเสาหลักของครอบครัว เพราะในเวลานั้นพ่อของเขาเนื่องจากต้องคอยหลบเจ้าหนี้จึงไม่ได้อยู่ดูแลครอบครัว อู๋ฉีหลงเป็นคนหาเงินส่งเสียตัวเองและน้องชายจนเรียนจบ (นั่นทำให้เขาเรียนช้าจนจบพร้อมน้องชาย) ทั้งยังเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในงานแต่งงานให้กับพี่ชายของเขาอีกด้วย เรียกได้ว่าเขาคือหัวหน้าครอบครัวตัวจริง เหตุผลเป็นดังคำที่เขาเคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า “ผมแค่ไม่อยากกลับบ้านแล้วเห็นใครนั่งร้องไห้อยู่” 




ในด้านชีวิตรักดูเหมือนเขาจะอับโชคเรื่องนี้อยู่ไม่น้อย ถึงจะผ่านการมีแฟนมามากมาย สุดท้ายเขาเลือกที่จะร่วมชีวิตกับหม่าหยาซู ดาราสาวชาวจีน ซึ่งทั้งคู่พบกันในเรื่อง “จอมโจร จอมยุทธ เซียวจับอิดนึ้ง” ในขณะนั้นหม่าหยาซูเป็นดาราโนเนม แต่อู๋ฉีหลงใช้คอนเนคชั่นที่เขามีช่วยให้เธอได้งาน

เนื่องจากอู๋ฉีหลงชอบเล่นบทบู๊และต้องเจ็บตัวบ่อยๆ ครั้งหนึ่งเกิดอุบัติเหตุหล่นจากที่สูง หมอบอกให้เขานอนพัก 4 เดือน แต่หนังถ่ายทำไปครึ่งเรื่องแล้ว เพียงแค่ 2 สัปดาห์เขาจึงออกจากโรงพยาบาลมาถ่ายทำหนังต่อ เขาเคยชินกับการบาดเจ็บ ร่างกายครึ่งตัวล้วนเต็มไปด้วยบาดแผล ในตอนนั้นหม่าหยาซูเคยบอกกับสื่อว่า หากอู๋ฉีหลงเป็นอะไรไปจริงๆ เธอจะดูแลเขาตลอดชีวิต

อู๋ฉีหลงรักภรรยาของเขาเพียงใดคงบอกได้จากการกระทำของเขา เขาพูดเสมอว่า หากเขามีคนที่เขารัก เขาจะให้เกียรติเธอ เขาไม่มีอะไรต้องหลบซ่อน (ไม่แอบแบบเฮียหลิวเต๋อหัว แต่แบบนั้นดีกว่านะ อยู่กันยืด ) เขาบอกกับทุกคนว่าเธอเป็นแฟนเขาแบบไม่ปิดบังอำพราง ยอมลงทุนซื้อแหวนเพชร 6 กะรัตเพื่อขอเธอแต่งงาน ทั้งๆ ที่ไม่เข้าใจว่าทำไมผู้หญิงถึงชอบเพชรกันนัก ???? ก็แค่หินก้อนหนึ่ง

หลังแต่งงานอู๋ฉีหลงต้องเปลี่ยนแปลงชีวิตหลายอย่างเพื่อผู้หญิงที่เขารัก หลายเรื่องที่เขาชอบก็ไม่สามารถทำได้ เขาชอบดำน้ำ ชอบเล่นหนังบู๊ ชอบไปโน่นมานี่ ตลอดเวลาที่ผ่านมาเขารับผิดชอบชีวิตตัวเอง ตัดสินใจทุกอย่างด้วยตัวเอง นี่เป็นครั้งแรกที่เขาต้องแคร์คนอีกคน เขาดูแลเธออย่างดีทั้งๆ ที่งานยุ่ง ทำอาหารให้เธอกิน ซื้อเสื้อผ้าสวยๆ ให้เธอใส่ ให้เงินเธอใช้อย่างสุขสบาย ( เงินที่เขาต้องแลกมาด้วยเลือดและหยาดเหงื่อพร้อมกระดูกหักๆ )

แต่สุดท้ายทุกอย่างก็กลายเป็นแค่อดีต เพียงแค่ 3 ปีชีวิตแต่งงานของเขาก็จบลง สื่อโจมตีหม่าหยาซูเรื่อง “การรีดเงิน” จากอู๋ฉีหลง เพราะเธอขอแบ่งสมบัติก้อนโตในการขอหย่าของอู๋ฉีหลง เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นรอยร้าวที่ยากจะประสาน แต่ผ่านเหตุการณ์นี้แล้วทำให้อู๋ฉีหลงเป็นผู้ใหญ่ขึ้น และรู้จักผ่อนหนักผ่อนเบา และทำให้เขาได้รู้ซึ้งว่า “รัก” ที่แท้จริงนั้นคืออะไร ในเวลานั้นอู๋ฉีหลงต้องเสียทรัพย์สินบางส่วนไป สถานการณ์ของเขาย่ำแย่ก็จริง แต่ยังมีมิตรที่ไม่ทอดทิ้งเขา สต๊าฟของเขายินดีที่จะอยู่เคียงข้างเขาจนกว่าเราจะยืนได้อย่างมั่นคงอีกครั้ง

โดยส่วนตัวดิฉันคิดว่าต่อให้อู๋ฉีหลงดีกับเธอแค่ไหน แต่ก็มีบางอย่างที่เขาอาจให้เธอไม่ได้ อย่างเช่น เขามีงานยุ่งเกินกว่าจะคอยเอาใจเธอได้ตลอดเวลา และอู๋ฉีหลงเป็นคนเรียบง่าย เขาไม่ชอบเที่ยวเตร่หรือช้อปปิ้งเสื้อผ้าสวยๆ ราคาแพงๆ คุณจะเห็นว่าเขาแต่งตัวสบายๆ สวมชุดเดิมๆ อยู่ตลอด น้อยครั้งที่เขาจะซื้อของใหม่ ที่สำคัญเขาไม่ได้ให้งานแต่งงานหรูหรากับชุดเจ้าสาวสีขาวกับเธอ (พาไปจดทะเบียนเฉยๆ ) ดังนั้นหลังจากเธอหย่ากับเขาไม่นาน เธอก็ได้แต่งงานและสวมชุดเจ้าสาวสีขาวสมใจ





แต่อู๋ฉีหลงก็ได้เติบโตตามกาลเวลา จาก “เสือสายฟ้า” จอมแสบ มาเป็น “พี่สี่” ที่น้องๆ ต่างรักและเคารพ ในวันนี้เขาเป็นไม้ใหญ่ที่มั่นคง ความสามารถของเขาส่องประกายชัดเจนใน “ปู้ปู้จิงซิน” เป็นหนึ่งในดาราแถวหน้าอย่างเต็มภาคภูมิ เป็น “เหล่าต้า” และ “ป๊ะป๋า” ของเหล่าแพนด้าน้อยใหญ่ แฟนคลับที่อยู่เคียงข้างเขาเสมอไม่ว่ายามสุขหรือทุกข์ดุจดั่งครอบครัวเดียวกัน เขาเองก็ถนอมความสัมพันธ์นี้อย่างดี เขายังเก็บ “บ้าน” ที่แพนด้ามอบให้เขาไว้ที่ออฟฟิศ เหมือนต้องการเก็บรักษาคำมั่นสัญญาที่แพนด้าให้ไว้กับเขาว่า ไม่ว่าเขาจะเหน็ดเหนื่อยแค่ไหน เมื่อเขากลับมาถึงบ้าน แพนด้าจะรอเขาอยู่ที่นั่น

หากใครได้สัมผัสกับตัวตนที่แท้จริงของผู้ชาย (รั่วๆ) คนนี้ ได้สัมผัสถึง “ใจ” ที่แข็งแกร่งและอบอุ่นดวงนี้แล้ว คุณไม่มีทางที่จะคิดว่าสิ่งใดก็ตามที่คุณต้องทำเพื่อเขานั้นมัน “มากเกินไป”


1 ความคิดเห็น:

sleep_alone กล่าวว่า...

หลงรักผู้ชายคนนี้ก็เพราะแบบนี้แหละ!!
ขอบคุณสำหรับข้อมูลคะ ทำให้มั่นใจว่าไม่เสียใจเลยที่ชอบผู้ชายคนนี้...