วันอาทิตย์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2555

Wu Chun’s Blog 2012.09.06




นานๆ อาจุนจะอัพบล็อกซะทีนะคะ ดิฉันชอบอ่านบล็อกของอาจุน อ่านมาตั้งแต่ก่อนที่เขาจะดัง สมัยก่อนเขาใช้เว็บบล็อกของ Wretch ก่อนที่ฟาเรนไฮต์จะโด่งดังขึ้นมา และหลังจากนั้นทางบริษัทต้นสังกัดได้ทำเว็บของฟาเรนไฮต์ขึ้นมา อาจุนจึงย้ายไปเขียนในนั้น และเมื่อหมดสัญญาเขาจึงมาเปิดเว็บไซต์ของตัวเองเป็นอันปัจจุบันนี้ค่ะ 

อาจุนชอบสื่อสารกับแฟนๆ ของเขาผ่านบล็อกที่เขาเขียนเอง หากใครพอทราบประวัติหนุ่มคนนี้ คงพอรู้ว่าถึงอู๋จุนจะเป็นคนจีน แต่ภาษาจีนไม่ค่อยแข็งแรง เนื่องจากเขาเติบโตที่บรูไน และใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก ภาษาอังกฤษของเขาจึงแข็งแรงมาก...มากกว่าจีนค่ะ (แปลกมั้ย) บล็อกของเขาจึงเขียนเป็นภาษาอังกฤษค่ะ 

ดิฉันเล่าคร่าวๆ สำหรับคนที่อาจไม่เคยรู้จักอาจุนนะคะ อู๋จุนเข้าสู่วงการบันเทิงไต้หวันในฐานะหนึ่งในนักร้องวงบอยแบนด์ “เฟยหลุนไห่” หรือ “ฟาเรนไฮต์” ซึ่งสมาชิกในวงนอกจากอาจุนแล้วก็มี จิโร่ วังตงเฉิน, แคลวิน เฉินอี้หรู, และแอรอน เหยียนหย่าหลุน ถึงอู๋จุนจะเข้ามาเป็นคนสุดท้ายแต่เขาอายุมากสุดจึงกลายเป็นพี่ใหญ่ของทุกคน 

อู๋จุนจบการศึกษาปริญญาตรีสาขาบริหารธุรกิจจากประเทศออสเตรเลีย ครอบครัวของเขาเป็นคนจีนที่ไปทำมาหากินอยู่ที่บรูไน ทางบ้านเรียกว่ามีฐานะทีเดียวค่ะ เพราะเป็นเอเย่นต์นำรถยนต์เข้าไปขายในบรูไน ตัวอาจุนเองมีกิจการส่วนตัวซึ่งทำมาก่อนที่จะเข้าวงการ ดังนั้นธุรกิจของเขาจึงไม่ได้ใช้ชื่อเสียงของเขาในการนำทางนะคะ เขาเปิดฟิตเนสอยู่ที่บรูไน ชื่อว่า Fitness Zone ซึ่งปัจจุบันมีหลายสาขาแล้ว อาจุนจึงเป็น “เถ้าแก่น้อย” ตัวจริงค่ะ 

ระยะหลังนี้เราอาจไม่ค่อยเห็นผลงานของอาจุนบ่อยนัก ไม่ใช่เพราะเขาไม่มีงานหรือเป็นช่วงขาลงอะไรแบบนั้นนะคะ เนื่องจากอาเสี่ยแกเลือกงานมากค่ะ เขาตัดสินใจไม่ต่อสัญญากับบริษัทเก่าเนื่องจากไม่ยอมให้เขามีเวลาได้กลับบ้านไปอยู่กับครอบครัว ซึ่งข้อนี้อาจุนค่อนข้างซีเรียสมากเนื่องจากเขาเสียแม่ไปตอนที่เรียนอยู่ที่ออสเตรเลีย ทำให้เขาเสียใจมาก ตอนนี้เขาจึงอยากใช้เวลาอยู่กับคุณพ่อของเขาให้มากที่สุด ส่วนใหญ่งานของเขาจึงเป็นการโชว์ตัวให้กับสินค้าแบรนด์ต่างๆ และเล่นหนังใหญ่ ละครเขาไม่ค่อยรับเล่นบ่อยนักค่ะ ซึ่งเรื่องนี้อาจุนเคยพูดไว้ในบล็อกของเขานานแล้วว่า เขาคิดว่าการเข้ามาทำงานในวงการนี้เป็นแค่โชคดีอีกอย่างของเขาเท่านั้น แต่เขาพร้อมที่จะออกไปทุกเมื่อโดยไม่เสียดาย 

ถึงแม้อาจุนจะไม่ค่อยมีเวลามาอัพบล็อก แต่ที่แน่ๆ ก็คือในวันเกิดของเขาและวันครบรอบวันตายของแม่เขา เขาจะมาเขียนบล็อกทุกปีไม่เคยขาดค่ะ และสำหรับบล็อกนี้ที่ดิฉันเก็บมาฝากเป็นครบรอบวันตายของคุณแม่เขาค่ะ บางทีข้อความที่เขาเขียนอาจเป็นกำลังใจและเป็นข้อคิดให้กับใครหลายๆ คนได้ ดิฉันจึงตัดสินใจนำมาแบ่งปันค่ะ ดิฉันเก็บรูปออกมาแค่รูปเดียว (เกรงใจเจ้าของบล็อกค่ะ) ที่เหลือเข้าไปดูได้ตามลิ้งค์นะคะ 



10 Years of Courage…by Wu Chun
Source : http://www.chunzone.com/news/?p=5390 / 2012.09.06


โอลิมปิคเพิ่งจบไป...

การได้ชมเหล่านักกีฬามาแข่งขันกันไม่เพียงแต่น่าตื่นเต้น แต่ยังน่าประทับใจอีกด้วยครับ ผมชอบดูสีหน้าของพวกเขาเวลาที่ได้รับชัยชนะ รวมทั้งผู้ที่พ่ายแพ้ด้วย เพราะจากสีหน้าของพวกเขา คุณจะรู้ได้เลยว่าพวกเขาตั้งใจมุ่งมั่นกันแค่ไหน และความทุ่มเท การเสียสละ ที่พวกเขาลงแรงไปตลอดการฝึกซ้อมไม่ใช่อะไรที่เราจะนึกภาพออกได้เลย

ใช่ครับ มันเจ็บปวดที่ต้องเห็นคนพ่ายแพ้ แต่เราก็รู้สึกภูมิใจไปกับคนที่ได้รับชัยชนะด้วยเช่นกัน นั่นคือเหตุผลที่ทุกครั้งที่ผมได้ดูการแข่งขันกีฬาแบบนี้ มันช่วยเสริมสร้างนิสัย “ไม่ยอมแพ้” ของผม และผมต้องยอมรับว่ามันเป็นแรงผลักดันผมอย่างมากให้ทนุถนอมทุกโอกาสที่ผมได้รับมา และให้ผมทำงานหนักขึ้น ผมว่านั่นคือเหตุผลที่ทำให้ผมยุ่งสุดๆ อยู่ช่วงนี้ และผมหยุดมันไม่ได้...บางครั้งผมเหนื่อยจริงๆ จนผมต้องถามตัวเองว่าทำไมผมต้องมาทำอะไรแบบนี้ด้วย แต่สุดท้ายแล้วเมื่อเราตระหนักว่าเราได้ค้นพบสิ่งที่เรารัก คุณจะไม่รู้สึกเลยว่าแต่ละวันคุณกำลังทำงาน เพราะคุณจะมีความสุขกับความท้าทายนั้น

กีฬา โดยเฉพาะอย่างยิ่งกีฬาที่ต้องเล่นเป็นทีม ยังสอนเราให้เป็นผู้นำ และสิ่งที่สำคัญที่สุด คือสอนวิธีการทำงานเป็นทีม และเป็นผู้เล่นที่ดีในทีม ผมจำสิ่งที่ไมเคิล จอร์แดนพูดเอาไว้ได้ “ความสามารถช่วยให้คุณชนะในเกม แต่ทีมเวิร์คและสติปัญญาช่วยให้คุณเป็นแชมเปี้ยน” ที่จริงการได้ดูโอลิมปิคทำให้ผมนึกถึงฟาเรนไฮต์เช่นกัน ไม่ต้องสงสัยเลย ว่าฟาเรนไฮต์คือทีมที่ท้าทายที่สุดที่ผมเคยพบเจอมา และทำให้ผมประสบความสำเร็จที่สุดด้วย เราได้เรียนรู้จากกันและกัน เราปรับตัวเข้าหากัน เราแข่งขันกัน และเราเติบโตมาด้วยกัน ตอนนี้แอรอน (เหยียนหย่าหลุน) มีอัลบั้มของตัวเองแล้ว และจะมีตามมาอีกในปีนี้ ส่วนต้าตง (จิโร่ ) ก็เพิ่งออกอัลบั้มแรกของเขา ส่วนผมกับแคลวิน...พวกเรามีทุกอย่างที่ต้องการแล้ว หากไม่มีทีมนี้ ผมเชื่อว่าพวกเราแต่ละคนคงไม่ได้มาอยู่ตรงที่เราอยู่กันในตอนนี้ เช่นเดียวกับนักกีฬาโอลิมปิคคนอื่นๆ ผมเชื่อว่าทีมนี้ (ฟาเรนไฮต์) จะอยู่ในความทรงจำของทุกคนที่เคยมีส่วนร่วมในการเดินทางของเรา

เหนือสิ่งอื่นใด ไม่เคยมีสักครั้งที่พ่อแม่ของผมจะห้ามไม่ให้ผมเล่นกีฬาตั้งแต่ผมยังเด็ก เรื่องสำคัญอันดับหนึ่งสำหรับแม่ของผมก็คือการเรียน แต่สำหรับผมมันคือการเล่นกีฬา แต่ท่านก็ให้การสนับสนุน เกือบทุกครั้งที่ผมลงแข่งบาส แม่จะอยู่ตรงนั้น ทั้งตื่นเต้นและเป็นกังวล...ท่านจะปรบมือและตะโกนเสียงดังเหมือนกับพวกคุณที่คอยส่งเสียงเชียร์ผม

วันนี้เป็นวันที่แม่จากผมไปครบ 10 ปีแล้ว แต่ผมเชื่อว่าท่านเป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญที่สุดที่นำพาสิ่งดีๆ มาสู่ชีวิตของผม และแน่นอนนั่นรวมถึงการสนับสนุนและความรักจากพวกคุณที่มีให้กับผมมาตลอดหลายปีนี้...ผมเป็นคนที่โชคดีจริงๆ ที่มีพวกคุณทุกคนในชีวิตของผม

10 ปีที่ไม่มีแม่ ผมเติบโตอย่างแข็งแกร่งราวกับอสนีบาต

Quote to Share: - 
“Make your life an act of love.” 


จากข้อความที่อาจุนเขียน ดิฉันเชื่อว่าถึงแม้จะไม่มีการประกาศอย่างเป็นทางการ แต่ “ฟาเรนไฮต์” คงจะเป็นในลักษณะที่ต่างคนต่างเดินบนเส้นทางของตัวเอง อาจุนกับแคลวินนั้นมีธุรกิจของตัวเอง (2 คนนี้เหมาะจะเป็นนักธุรกิจมากกว่านักแสดง ) ส่วนจิโร่กำลังก้าวมาสู่จีนแผ่นดินใหญ่ตามรุ่นพี่ ล่าสุดเห็นอยู่กับรูบี้ (หลินซินหยู) และน้องหลินเกิงซิน ในงานแถลงข่าว และหลังๆ น้องหลินก็โพสต์ถึงจิโร่บ่อยๆ ส่วนแอรอนก็มีอัลบั้มของตัวเองแล้ว น่าจะไปได้ดีเช่นกันค่ะ วันดีคืนดีพวกเขาอาจกลับมารวมตัวกันอีกแบบ “เสี่ยวหูตุ้ย” ก็เป็นได้นะคะ 


ไม่มีความคิดเห็น: