วันพฤหัสบดีที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

Q&A with Writer Song Ji-Na – Part II


มาต่อกันกับการไขปริศนาต่างๆ ใน FAITH โดยซงจีนาเองนะคะ รายละเอียดเยอะแยะมากมายเลยล่ะค่ะ และคิดว่าช่วยตอบคำถามในใจของคุณได้ไม่มากก็น้อยค่ะ





CR : sia3 @soompi.com


Q : โดยส่วนตัวเราชอบเรื่องการเมืองที่สอดแทรกไว้ระหว่างชอยยองกับคงมิน แต่คุณไม่ได้บอกเล่ามันไว้อย่างเด่นชัดนัก คุณพอใจกับมันหรือยัง? มีอะไรที่คุณอยากบอกแต่ไม่ได้ใส่เอาไว้ในนั้นบ้าง? ภาพของคงมินออกมาเหมือนที่ตั้งใจไว้แต่แรกหรือไม่?

A : ไม่ค่ะ สิ่งที่ฉันอยากปรับเปลี่ยนมากที่สุดก็คือเรื่องการเมือง ถ้าฉันเขียนนิยาย นี่คือส่วนที่ฉันอยากแก้ไขที่สุด


Q : คุณได้เขียนเรื่องราวอย่างที่ใจอยากเขียนหรือยัง? ผู้ชม FAITH วิจารณ์ว่าหลังจากตอนที่ 12 เนื้อเรื่องออกจะซ้ำซาก “หนี-ถูกจับ-ตามไปช่วย และยาพิษ-ยาถอนพิษ” มีแต่เรื่องพวกนี้ซ้ำไปซ้ำมา จากมุมมองของผู้ชม เรื่องราวเหล่านี้มีไว้เพื่อให้เกิดการพัฒนาการของตัวละคร แต่บางส่วนก็มองว่ามันซ้ำซากน่าเบื่อและขาดปมปัญหา เราอยากรู้ว่าคุณคิดยังไง

A : ด้วยเหตุผลหลายประการ เราต้องทิ้งพล็อตเดิมไป ยิ่งตอนท้ายๆ เรามีเวลาไม่พอ ฉันต้องเน้นการเล่าเรื่องแบบใช้อุปมาอุปมัย และนั่นกลายเป็นความล้มเหลวอย่างยิ่ง สิ่งที่ฉันอยากบอกก็คือฉันไม่อาจละทิ้งเสน่ห์ของเรื่องไปได้ นี่คือปัญหาค่ะ

( สำหรับ FAITH ต้องบอกว่ามีการปรับเปลี่ยนเนื้อหาและบุคลิกตัวละครมาตลอดนะคะ ปัญหาแรกก็คือตัวพระเอก เนื่องจากเปลี่ยนมาหลายคน เนื้อเรื่องเดิมเป็นไปตามชื่อเรื่องตั้งแต่ต้นก็คือ Great Doctor เนื้อหาจะเน้นที่การแพทย์ พระเอกเองก็ต้องมีพลังพิเศษในการรักษาด้วยเช่นเดียวกับจางบิน และต่อมาอึนซูจึงกลายเป็นอีกคนที่อยู่ในทีมแพทย์พิเศษนี้ เธอไม่ได้ใช้พลังพิเศษเหมือนพวกเขา แต่ใช้วิทยาการล้ำสมัยของเรา แต่ปัญหาต่อมาก็คือการฟ้องร้องจาก Dr.Jin ที่กล่าวหาว่า FAITH มีเนื้อหาซ้ำกับของเขา สุดท้ายเราเลยต้องปรับบทใหม่อีก และยิ่งพอมาถึงลีมินโฮ เรื่องราวต้องปรับเปลี่ยนใหม่หมดเพื่อให้เข้ากับบุคลิกของเขา เพราะถ้าเป็นบทเดิม มินไม่รับเล่นค่ะ อย่างที่เขาออกมาปฏิเสธในคราวแรกว่าไม่รับเล่นเรื่องนี้ แต่หลังจากปรับบทแล้วเขาก็ตกลงเซ็นสัญญา ในส่วนของจำนวนตอนที่น้อยเกินไป 24 ตอนถือว่าปกติสำหรับละครแนวนี้นะคะ สิ่งที่น่าจะทำได้ก็คือการยืดตอนออกไปแบบเดียวกับ Dr.Jin หรือหน้ากากเจ้าสาว แต่เมื่อมองดูจากเรตติ้งแล้ว ซึ่งถือว่าต่ำมาก มันคงเป็นเรื่องยากที่จะขอยืดตอนกับทางสถานี อันนี้เป็นเรื่องของธุรกิจนะคะ เราก็ต้องเห็นใจสถานีด้วย และอีกประการก็คือ ดิฉันไม่คิดว่าลีมินโฮจะมีคิวให้ได้มากกว่านี้ เพราะตลอด 6 เดือนที่ผ่านมา เขาต้องดงานอีเว้นต์ต่างๆ เพื่อถ่ายทำละครเรื่องนี้ ถือว่ามีผลกระทบมากกับเขาค่ะ โฆษณาบางตัวยังต้องพยายามหาเวลามาถ่าย และต้องมีการเก็บผม ใช้วิกต่างๆ นานาเพื่อให้ได้ลุคของลีมินโฮตามที่วางไว้ในโฆษณา ส่วนอีเว้นต์ต้องรอไปก่อนจนกว่าละครจะถ่ายจบ คุณจึงเห็นได้ว่ามินแทบไม่ได้พักเลยหลังจบละคร ต้องต่อด้วยอีเว้นต์ที่อั้นรอคิวของเขามานาน และเขาต้องรีบตัดผมโดยด่วนเพื่อปรับลุคให้เข้ากับสินค้า )





 Q : เป็นความตั้งใจของคุณหรือเปล่าที่สร้างให้ภาพของตัวร้ายอย่างคีชอลกลายเป็นคนป่วย ผู้ชมคิดว่าตัวละครคีชอลที่ยูโอซองเล่นดูน่ารัก นั่นเป็นความตั้งใจของคุณหรือเปล่า?

A : ฉันเห็นนักการเมืองและมักคิดว่าพวกเขาไม่ได้เลวร้าย แค่ป่วย (ทางจิต) เท่านั้น ฉันเลยสร้างคีชอลขึ้นมาแบบนั้นค่ะ แต่ผลที่ออกมา ฉันตกใจนะคะที่เขาออกมาเป็นแนวตลก ตอนแรกฉันคิดว่าคงเป็นเพราะชุดหรือว่าฉากต่อสู้แบบตัวต่อตัวทำออกมาได้ไม่ดี แต่หลังจากคิดไปคิดมาแล้ว ฉันคิดว่าเป็นฉันเองที่ล้มเหลวในการสร้างตัวละครตัวนี้ ตัวละครตัวนี้ควรเป็นคนที่โลภมากแต่ขาดวุฒิภาวะ

Q : มีเหตุผลอะไรที่ต้องมีซอนยู ทูตจากหยวน ปรากฏอยู่ในละคร ? มีเหตุผลอะไรที่ตัวละครตัวนี้เป็นผู้ที่เดินทางข้ามเวลาได้เช่นกัน?

A : ฉันสร้างเขาขึ้นมาด้วยความคิดที่ว่า “คุณจะมีทัศนคติยังไงต่อประวัติศาสตร์หากคุณเป็นผู้ที่เดินทางข้ามเวลา...”

( เธอน่าจะหมายถึง คุณจะเปลี่ยนแปลงมันหรือจะปล่อยให้มันดำเนินไปอย่างที่ควรเป็น เพราะดูเหมือนซอนยูพยายามจะเปลี่ยนแปลงมัน เขาหมดศรัทธาในโครยอ และพยายามจะช่วยหยวน เขาจึงพยายามจะหยุดอึนซู แต่ไม่มีใครเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ได้ สุดท้ายชอยยองก็เข้าตีดินแดนและยึดเมืองแถบแม่น้ำยาลูอยู่ดี อย่างที่เราเห็นไปตอนท้ายเรื่องนะคะ )




Q : ช่วยบอกสาระสำคัญที่อยู่เบื้องหลังความหมายของ “ดาบเริ่มหนัก” ให้เรารู้หน่อย คุณพยายามให้เราเห็นพัฒนาการของชอยยองในการที่เขาต้องฝ่าฟันอุปสรรคใช่หรือไม่?

A : ตอนเริ่มแรกสำหรับชอยยองแล้ว ดาบเป็นส่วนหนึ่งของเขา เขาจึงไม่รู้สึกว่ามันหนัก แต่ต่อมามันกลายเป็นวัตถุชิ้นหนึ่ง เขาจึงเริ่มรับรู้ถึงน้ำหนักของมัน หัวหน้าของเขาแก้ปัญหาดาบหนักนี้ด้วยความตาย และฉันอยากให้เห็นว่าชอยยองเอาชนะปัญหานี้ได้ด้วยวิธีการที่ดีกว่าหัวหน้า (หรืออาจารย์) ของเขา เพราะเหตุนี้เราจึงจำเป็นต้องใช้ฉากต่อสู้ในการสื่อ เราพยายามใช้ฉากสั้นๆ ให้เห็นว่าเขาเอาชนะปัญหานี้ยังไง และรับผิดชอบต่อ “ภาระ” ของเขายังไง ชอยยองไม่อยากฆ่าผู้บริสุทธิ์อีกต่อไป เขาอาจวิ่งหนีปัญหาก็ได้ แต่เพื่อเลือดที่ต้องหลั่งไป (หรือชีวิตผู้บริสุทธิ์ที่ต้องเสียไป) เขาเลือกที่จะรับผิดชอบหน้าที่ของตัวเองจนถึงที่สุด ตลอดเวลาที่ผ่านมาชอยยองใช้ดาบของเขาฆ่าคนเพราะคำสัญญาและเพื่อคนที่เขาต้องปกป้อง แต่เพื่อเลือดที่ต้องหลั่งไป เขาจึงจำเป็นต้องปกป้องสิ่งที่ยิ่งใหญ่ มันอาจดูน่าเศร้าใจ แต่ก็เป็นเพียงหนทางเดียว...

(ซงจีนาใช้ดาบสื่อแทนภาระหน้าที่ของชอยยอง ของนักรบ ในขณะที่อาจารย์ของเขาเลือกวิธีหนีด้วยความตายเมื่อรู้สึกว่าภาระนี้มันหนักเกินกว่าเขาจะแบกรับไหว แต่ชอยยองเลือกที่จะสู้และรับผิดชอบจนถึงที่สุด เพราะดาบนี้ฆ่าคนบริสุทธิ์มามากเพื่อปกป้องแผ่นดินและพระราชา ดังนั้นเขาก็ต้องทำหน้าที่ให้ดีที่สุดเพื่อไม่ให้ชีวิตที่เสียไปต้องสูญเปล่า)


Q : คีชอลดูน่ากลัวมากในตอนแรก แต่ไปๆ มาๆ เขากลับกลายเป็นตัวตลก คุณตั้งใจให้เป็นแบบนี้หรือเปล่า?

A : ไม่ใช่เลยค่ะ บอกตามตรงตอนที่ฉันเห็นพวกเขา 4 คนในทีวีครั้งแรก (คีชอล, ฮวาซูอิน, อึมจา, ยางซา) ฉันช็อคเลยล่ะค่ะ ฉันพยายามอย่างยิ่งที่จะแก้ไขให้ดีขึ้น แต่สุดท้ายฉันได้แต่ทำใจให้ชินค่ะ

(สรุปก็คือเธอค่อนข้างผิดหวังกับตัวละครทั้ง 4 ที่สร้างออกมานี้ เพราะมันควรดูน่ากลัว แต่กลับกลายเป็นตลกไปซะได้ ดิฉันว่ามันตลกตั้งแต่อึมจาเป่าขลุ่ยฆ่าแมลงสาบแล้วล่ะค่ะ )




Q : “ถ้าข้าแบกท่าน ข้าก็จะไม่มีมือสำหรับถือดาบ” ประโยคนี้หมายความว่าอย่างไร? (ตอนที่ชอยยองตอบอึนซูเมื่อเธอบอกให้เขาแบกเธอไปด้วยถ้าเธอหลับ)

A : เขาจะเลือกเส้นทางนักรบหรือจะเลือกอึนซู นี่แสดงให้เห็นสถานการณ์ที่ต้องตัดสินใจของชอยยอง

Q : ตอนนี้อึนซูคงไม่ใช่หมอเทพยดาอีกแล้ว มันคงไม่ปลอดภัยหากเธอจะกลับไปที่วังอีก การกลับมาของเธอควรเป็นความลับ เธอจะอยู่อย่างมีความสุขกับชอยยองในฐานะภรรยาของเขาใช่มั้ย? เรื่องราวจะเป็นเหมือนในประวัติศาสตร์ที่เรารู้ใช่หรือไม่?

A : ต่อให้พวกเขามีชีวิตเหลืออยู่เพียงแค่วันเดียว พวกเขาก็ควรใช้มันให้เต็มที่ มันน่าจะดีกว่าไม่ใช่หรือคะที่จะใช้ชีวิตแบบที่ไม่ต้องคิดอะไรมากมาย

( เจ๊แกตอบไม่ตรงคำถาม คงประมาณว่าอย่าคิดอะไรมากเลย แค่คิดว่าพวกเขาน่าจะได้อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขก็พอแล้ว )




Q : ประตูสวรรค์จะทำตามประสงค์ของคนๆ นั้นใช่มั้ย? ตอนที่ชอยยองผ่านเข้าไป เขาต้องการไปตามหาหมอเทพยดา แต่เราคิดว่าที่จริงแล้วเขาไปตามหา “เหตุผลที่จะมีชีวิตอยู่” หรือ “ทำไมเขาต้องมีชีวิตอยู่ต่อไป” นั่นคือเหตุผลที่เขาได้พบกับอึนซู คนที่กลายเป็นเหตุผลที่เขาต้องมีชีวิตอยู่ต่อไป สำหรับอึนซูตอนที่เธอถูกคีชอลผลักเข้ามาในประตู เป็นเพราะเธอต้องการช่วยชอยยอง เธอจึงไปโผล่ใน ค.ศ. 1250 เธอจึงสามารถช่วยชอยยองได้ด้วยการทิ้งจดหมายไว้ให้ตัวเองและทิ้งโน้ตไว้ในกลักฟิล์ม แต่คีชอล เพราะเขาไม่มีทางรักษาอาการของเขาได้ เขาจึงผ่านประตูไม่ได้ ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่มีทางรักษาอาการของเขาได้ มันเป็นแบบนี้ใช่มั้ย?

A : ฉันไม่ได้คิดถึงขนาดนั้นค่ะ แต่ถ้าคุณจะตีความแบบนั้น มันก็เป็นไปได้ค่ะ สำหรับคีชอล เหตุผลก็คือเขาขาดศรัทธา เขาเริ่มด้วยความสงสัย แล้วก็เชื่อ แล้วก็สงสัยอีก กุญแจสำคัญของประตูนี้ก็คือ แค่คุณมีศรัทธาค่ะ

(อย่างที่เคยบอกไปนะคะว่าซงจีนาเกาะติดกับธีมของเรื่องแบบไม่ปล่อย นั่นก็คือ “ศรัทธา” ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในละครเรื่องนี้เกี่ยวกับศรัทธาทั้งสิ้นค่ะ ชอยยองได้พบกับอึนซูเพราะเขาเชื่อว่าเดินผ่านประตูนี้ไปแล้วจะเจอหมอเทพยดาและช่วยพระมเหสีได้ และเขามีศรัทธาในตัวอึนซูมาตลอด เขาไม่เคยสงสัยและเชื่อทุกคำที่เธอพูด แม้จะถูกหลอกบ้างบางครั้งก็ตาม (อย่างตอนทัดดอกไม้) ส่วนอึนซูมีศรัทธาแรงกล้าที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไปและส่งผ่านสิ่งนี้ไปยังชอยยองด้วย และเธอก็มีศรัทธาที่จะตามหาเขาให้เจอ จนในที่สุดเธอก็ทำสำเร็จ ทั้งหมดเกิดจากศรัทธาล้วนๆ ค่ะ)


สำหรับ Q&A นี้ยังมีต่อนะคะ (ยาวมากมาย) ไว้ต่อกันในตอนหน้าแล้วกันค่ะ... (ศึก FAITH นี้ไม่จบง่ายๆ จริงๆ คุณที่ขอรีวิว Full House Take2 มา กรุณารออีกหน่อยนะคะ )



Q&A with Writer Song Ji-Na – Part I
http://mmerosegarden.blogspot.com/2012/11/q-with-writer-song-ji-na.html


2 ความคิดเห็น:

satitaporn palawong กล่าวว่า...

จะติดตามต่อไปนะคะ สู้ๆ ค่ะ

Sasikan Vongvivong กล่าวว่า...

จะติดตามต่่อๆๆๆๆๆไปเหมือนกันค่ะเข้ามาแวะอ่านเรื่อยๆว่าคุณโรสอัพเดตหรือยังและขอขอบคุณอย่างมากมายที่หาข้อมูลให้ได้อัพเดตตลอดและยังคงเกาะติดไปเรื่อยๆ