วันศุกร์ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

Q&A with Writer Song Ji-Na – Part III


มาไขข้อข้องใจ (หรืออาจทำให้ปวดหัวยิ่งขึ้น) กับซงจีนากันต่อค่ะ...





CR : sia3 @soompi.com

Q : อะไรคือเหตุผลของการนำเอาพลังเสียง ไฟ น้ำแข็ง และกำลังภายในมาใส่ไว้ในสคริปต์? โครงเรื่องแบบนี้อาจเป็นอุปสรรคสำคัญในการดำเนินเรื่อง เพราะมีแต่ผู้มีพลังพิเศษเหล่านี้เท่านั้นถึงจะสู้กันได้ มีเหตุผลพิเศษอะไรหรือไม่?

A : นี่คือสิ่งที่ผู้กำกับต้องการเมื่อนานมาแล้วค่ะ เราซื้อนวนิยายกำลังภายในที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับพลังเสียง น้ำแข็ง และไฟ ที่ใช้รักษาคน ชื่อเรื่องว่า Medical Power มา แต่ฉันไม่ค่อยเข้าใจกฏพวกนี้เท่าไหร่ (และทำใจยอมรับไม่ได้ด้วย) มันเป็นภาระสำหรับฉันอย่างยิ่ง แต่เป็นเพราะผู้กำกับอยากได้และขอให้ฉันลองเขียนดู ฉันก็เลยเริ่มเขียน แต่ระหว่างการผลิต เรื่องราวเกี่ยวกับการแพทย์ต้องถูกตัดทิ้งไป เรื่องราวพลังพิเศษเหล่านี้เลยถูกตัดทิ้งไปด้วย การต่อสู้แบบตัวต่อตัวโดยใช้พลังพิเศษเหล่านี้แทบเป็นไปไม่ได้เลยและยากมากด้วยกับเวลาที่มีจำกัด คนเขียนบทไม่ควรเขียนในสิ่งที่เราไม่รู้ เรื่องนี้ฉันต้องขอโทษเป็นล้านๆ ครั้งค่ะ

(อย่างที่เคยเล่าให้ฟังนะคะว่า FAITH นั้นเจอปัญหากับ Dr.Jin ที่กล่าวหาว่ามีเนื้อหาคล้ายกับของเขา เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาดังกล่าว FAITH เลยปรับเปลี่ยนเนื้อหาที่แต่เดิมเน้นเรื่องการแพทย์ ซึ่งแปลว่าในเนื้อหาเดิม จางบินจะมีบทบาทมากในฐานะครูของอึนซู เป็นผู้ที่ถ่ายทอดวิธีการรักษาแบบโบราณให้เธอ และเธอจะกลายเป็นผู้สืบทอดต่อจากเขา )




Q : ลีมินโฮได้รับความสนใจมากจากการแสดงที่เก็บรายละเอียดได้อย่างดีของเขา ในแง่ของการแสดง คุณคิดว่าเขาทำได้ดีแล้วหรือยัง? อารมณ์แบบไหนที่คุณชอบที่สุด ความโกรธเกรี้ยวหรือความอ้างว้าง?

A : ความเจ็บปวดที่อยู่ข้างในค่ะ และความรู้สึกว่างเปล่า บอกตามตรงว่าฉันแปลกใจมากที่นักแสดงอายุขนาดเขาสามารถแสดงความรู้สึกอ้างว้างว่างเปล่าที่อยู่ในใจลึกๆ ออกมาได้ดีขนาดนั้น

( ไม่ใช่แต่ซงจีนาที่แปลกใจ ดิฉันก็ยังแปลกใจกับฝีมือการแสดงของลีมินโฮที่รุดหน้าไปเร็วเกินคาด เขาสื่อชีวิตนักรบของชอยยองได้เป็นอย่างดี ชายที่เกิดในตระกูลบัณฑิต ซึ่งหนทางของเขาควรจะเป็นขุนนางมากกว่านักรบ แต่เพราะพ่อของเขาตายจากไป และเขาได้นับถือนักรบเป็นอาจารย์และเป็นเหมือนพ่อคนที่ 2 เขาจึงเลือกเส้นทางนักรบที่นองไปด้วยเลือด แทนที่จะเลือกเส้นทางที่เต็มไปด้วยเกียรติและศักดิ์ศรี แต่กลับถูกคนที่รักทิ้งไปดื้อๆ ทั้งอาจารย์และคนรักของเขา เขาจึงเหลือเพียงแต่ร่างที่ไร้วิญญาณจนกระทั่งได้มาพบกับอึนซู ต้องยอมรับเลยว่าลีมินโฮใส่จิตวิญญาณให้กับชอยยอง และทำให้เขามีตัวตนขึ้นมาต่อหน้าเรา )




Q : ช่วยเลือก 3 ฉากที่คุณเขียนยากสุดๆ และเพราะอะไร?

A : ฉากตอนต้นๆ ฉันเขียนไว้นานแล้ว และแทบจำไม่ได้แล้วค่ะ สำหรับฉากที่เขียนไว้เร็วๆ นี้ก็มี...

ตอนจบของตอนที่ 17 – ฉากจูบที่ท้องพระโรง ไม่มีทางอื่นอีกแล้วหรือไง? มันทำให้ฉันลำบากใจอยู่นานเลย

(เธอคงหมายถึงทำไมต้องมีฉากจูบ อันนี้ก็เข้าใจความลำบากใจของซงจีนานะคะ มันดูไม่มีเหตุผลจริงๆ แต่คิดว่าคงเป็นใบสั่งของผู้กำกับเนื่องจากแฟนๆ เรียกร้อง สาเหตุเพราะคุณเอาลีมินโฮมาแสดงไงคะ เนื่องจากทั้ง 3 เรื่องที่ผ่านมา F4 / Personal Taste / City Hunter คุณน้องมินมีฉากมาตรฐานคือฉากจูบกับฉากอาบน้ำ ถ้าเรื่องนี้ไม่มี แฟนๆ บอกว่ามันจะเสียชื่อลีมินโฮนะคะ ขอบอก )




ตอนเริ่มต้นของตอนที่ 21 – เพื่อจะให้ชอยยองขอแต่งงานตามสไตล์ “ชอยยอง” ฉันต้องอยู่ดึกดื่นเพื่อเขียนบทสนทนานี้

(ซึ่งออกมาได้ดี และกลายเป็นวรรคทองของเรื่องนี้ไปเลยค่ะ “ถ้าข้ามีท่านอยู่เคียงข้าง มันจะเป็นเช่นนั้นชั่วชีวิต ไม่ใช่แค่วันนี้หรือไม่กี่วัน” )

ตอนจบของตอนที่ 24 – ฉันไม่อยากให้มันยากลำบากขนาดนี้ การที่ต้องแยกพวกเขาจากกัน แล้วหลั่งน้ำตาด้วยความยินดีในภายหลัง มันต้องเสียพลังงานไปมากเลยค่ะ

( คนดูก็เสียพลังงานไปมากเช่นกันค่ะกับการลุ้นว่าอึนซูจะได้เจอท่านชอยมั้ย และสงสารท่านชอยที่ต้องนั่งรอใต้ต้นไม้อยู่นานถึง 4 ปี ถ้านานกว่านี้ฮีคงสิงต้นไม้แล้วล่ะค่ะ )




Q : ทำไมในตอนแรกชอยยองถึงกลับไปในเวลาเดิมได้ แต่อึนซูทำไม่ได้?

A : การเดินทางไปกลับครั้งแรกนั้นเป็นเวลาเดียวกัน

(ดิฉันคิดว่าเธอคงหมายถึงชอยยองใช้เวลาไม่นานในการพาอึนซูมา เห็นได้จากกลุ่มของคงมินที่ยืนรออยู่หน้าประตู ดูเหมือนยังคงถกเถียงกันอยู่ว่าชอยยองจะได้กลับมามั้ย ดังนั้นเป็นไปได้ว่าชอยยองไปไม่นานสำหรับเวลาในโครยอ แต่อึนซูอยู่ที่โครยอ 1 ปีกว่าจะได้กลับมาน่าจะทำให้ประตูทางออกฝั่งโครยอคลาดเคลื่อนได้ เธอจึงกลับไปผิดยุค ในขณะที่ประตูฝั่งโซลคงที่อยู่ในเวลาเดิมตลอดเวลา ใครงงตรงนี้ขอให้ย้อนกลับไปอ่าน Epilogue ที่ดิฉันเขียนไว้นะคะ )

Q : ประตูควรเปิดอีกครั้งในอีก 67 ปีในยุคของชอยยอง แต่เป็นเพราะศรัทธาอันแรงกล้าของอึนซูทำให้ประตูเปิดอีกครั้งหลังจาก 4 ปีใช่หรือไม่?

A : ในปี 1250 ที่อึนซูไปมา ประตูได้เปิดขึ้น และมันไม่ใช่ยุคของชอยยอง เราได้ค้นคว้าบันทึกปรากฏการณ์ดวงอาทิตย์ปะทุและมีการคำนวณกันจริงๆ มีบทความที่เขียนไว้เกี่ยวกับการเกิดปรากฏการณ์นี้ในสมัยโครยอ มันเกิดขึ้นบ่อยมาก และตรงตามกฏทางพลศาสตร์อย่างที่เขียนไว้ในสคริปต์ค่ะ

(ซึ่งเรื่องนี้ชวนปวดหัวยิ่งนักเพราะเป็นทฤษฎีทางฟิสิกส์ โดยเฉพาะเรื่องมิติคู่ขนานหรือกฏผีเสื้อขยับปีก Butterfly Effect นะคะ เอาเป็นว่าทุกสิ่งที่เราทำให้เกิดขึ้น ณ ตอนนี้ย่อมส่งผลต่ออดีตและอนาคต ในที่นี้เป็นเพราะการตัดสินใจของอึนซูส่งผลต่อเหตุการณ์ทุกอย่าง เธอตัดสินใจที่จะกลับไปและตามหาชอยยองให้ได้ ดังนั้นเหตุการณ์ทุกอย่างจะขยับปรับเปลี่ยนตามที่เธอทำ รวมทั้งประตูที่เปิดด้วยค่ะ ถ้าคุณจะงงก็ไม่แปลกค่ะ เพราะตอนที่ดิฉันดู Matrix ครั้งแรกก็งงเหมือนกัน ถ้าไม่ใช่เพราะคีนู รีฟส์ เป็นไม่ดูเด็ดขาด หนังอะไรจะงงขนาดนี้ )





Q : ระยะเวลา 4 ปีนั้นมีความสำคัญอย่างไร?

A : มันคือ 4+1 ปี เท่ากับ 5 ปี มันเป็นเวลาที่ดินแดนฝั่งตะวันตกของแม่น้ำยาลูถูกยึดคืนมา

( ตามประวัติศาสตร์ แม่ทัพชอยยองแห่งโครยอได้เข้าตีดินแดนทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำยาลูและยึดดินแดนคืนมาจากหยวนได้สำเร็จ นี่คือหนึ่งในเกียรติประวัติของเขา และถ้าเราคิดตามละครแบบผสมจินตนาการนิดๆ ก็คือ ชอยยองต้องการที่ตรงนี้ซึ่งเป็นที่ตั้งของประตูสวรรค์ เพื่อที่เขาจะได้มารออึนซูกลับมา และแน่นอนเขาต้องการให้เธอกลับมาอย่างปลอดภัย ดังนั้นเขาต้องไล่พวกหยวนไปให้พ้นๆ และให้ดินแดนตรงนี้อยู่ในเขตปกครองของเขา เมื่อเธอกลับมาจะได้ปลอดจากศัตรูนั่นเองค่ะ และสำหรับคนที่ยังงงกับเวลา 5 ปีคงหายงงแล้วนะคะ มันคือ 5 ปีจริงๆ ค่ะ เพราะอึนซูอยู่ที่โครยอ 1 ปี และเธอหายไป 4 ปี ในตอนที่เธอมาคงมินเพิ่งขึ้นครองราชย์ ดังนั้นที่วูดาลชิคนนั้น (ซึ่งเขาคือผู้ช่วยผู้กำกับ มาเป็นตัวประกอบด้วย ประหยัดตังค์) บอกว่าพระราชาครองราชย์มา 5 ปี ก็ถูกต้องแล้วค่ะ และแปลว่าอึนซูกลับมาหาชอยยองเมื่อเขาอายุ 33 เท่ากับเธอค่ะ อายุอึนซูไม่เปลี่ยนเพราะเมื่อเธอกลับไปโซลมันคือเวลาเดิมสำหรับเธอค่ะ )





Q : ฉากที่ซอนยูดูนาฬิกาพกมีความสำคัญอย่างไร?

A : ไม่มีความหมายพิเศษอะไรค่ะ ฉันแค่คิดว่ามันสนุกดี

( เจ๊แกกวนโอ๊ยค่ะ คงแก้เผ็ดพี่คิมที่ใส่สร้อยคอของอึนซูเข้าไปได้ยังไงก็ไม่รู้ ไม่เห็นมีความหมายอะไรเช่นกันค่ะ ที่จริงเธอคงอยากบอกให้เรารู้ว่าจริงๆ แล้วซอนยูก็เป็นผู้ที่เดินทางข้ามเวลาเช่นกัน )

Q : ซอนยูบอกว่าชอยยองอาจตายเพราะอึนซู นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นตอนจบใช่หรือไม่? เป็นการบอกเป็นนัยใช่มั้ย?

A : ใช่ค่ะ มันคือตอนจบ

( อย่างที่เคยบอกนะคะว่าซอนยูยังเป็นปริศนาสำหรับดิฉันว่าเขามีเจตนาอะไรกันแน่ แต่ที่ดิฉันคิดก็คือเขาพยายามจะช่วยหยวน หรือแม้แต่หวังว่าจะเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ได้ การที่เขายึดเครื่องมือของอึนซูไปก็เพื่อให้เธอรักษาใครไม่ได้อีก และคนๆ นั้นอาจจะเป็นชอยยอง เพราะแน่นอนว่าถ้าชอยยองตาย หยวนคงตัดศัตรูไปได้อีกหนึ่ง แต่เขาไม่คาดคิดว่าชอยยองจะสามารถรอดชีวิตมาได้ด้วยตัวเขาเอง ด้วยพลังความรักที่เขามีต่ออึนซู สิ่งนี้ต่างหากที่ยิ่งใหญ่กว่าพลังใดๆ ในโลกนี้ และถ้าเจอท่านซอนยูก็อยากถามท่านว่า ถ้าอยากช่วยหยวน เหตุใดไม่ไปกำจัดจูหยวนจาง เพราะเขาต่างหากที่ทำให้หยวนล่มสลาย ไม่ใช่ชอยยอง )





สงสัยเราคงต้องต่อกันอีกสักตอนแล้วนะคะกับ Q&A ชุดนี้ เพราะนอกจากซงจีนาจะเจอคำถามมากมายแล้ว ดิฉันยังอธิบายยาว (กว่า) อีกด้วย (เริ่มเพ้อเจ้อ)

ระหว่างรอก็อย่าลืมกดโหวตให้ท่านแทจังด้วยนะคะ ยังเหลืออีก 1 วันค่ะ ในฐานะนักรบเราต้องสู้จนกว่าจะเสร็จศึกค่ะ ไม่ว่าจะแพ้หรือชนะก็ตาม เราจะไม่ยอมแพ้น็อคเด็ดขาดค่ะ

และทัวร์ของเรายังพอเหลือเวลาให้คุณได้จองกันอีกหน่อยนะคะ ใครที่ยังลังเลใจอยู่ คงต้องรีบหน่อยแล้วค่ะ ดิฉันไม่อยากเร่งรัด แต่ตั๋วเครื่องบินมันไม่รอเราค่ะ ใครมีข้อสงสัยอะไรก็ติดต่อสอบถามดิฉันได้ที่เฟซบุ๊คหรืออีเมล์นะคะ อย่างที่ดิฉันเคยชี้แจงไปว่า ที่บริษัททัวร์ทำได้ก็คือยืนยันกับคุณว่าทัวร์เรานั้นมีตัวตนแน่นอน คุณได้เดินทางแน่ๆ แต่นอกเหนือจากนั้นทัวร์ไม่อาจตอบอะไรคุณได้ นอกจากดิฉันซึ่งเป็นออแกไนเซอร์จะแจ้งไปเท่านั้นค่ะ ดังนั้นมีข้อสงสัยประการใดขอให้ติดต่อสอบถามดิฉันโดยตรงนะคะ



Q&A with Writer Song Ji-Na – Part I
http://mmerosegarden.blogspot.com/2012/11/q-with-writer-song-ji-na.html

Q&A with Writer Song Ji-Na – Part II
http://mmerosegarden.blogspot.com/2012/11/q-with-writer-song-ji-na-part-ii.html


ไม่มีความคิดเห็น: