วันศุกร์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2556

[Review] ทริป “ตามรอยซีรี่ย์กับมาดามโรส” ตอนที่ 4


ตอนที่ 1 http://mmerosegarden.blogspot.com/2013/01/review-1.html
ตอนที่ 2 http://mmerosegarden.blogspot.com/2013/01/review-2.html
ตอนที่ 3 http://mmerosegarden.blogspot.com/2013/01/review-3.html





หลังจากที่ซัดไก่ทั้งตัวเพื่อเพิ่มพลังกันไปแล้ว เราก็เดินทางต่อไปยังวัดพงอึนซา อีกหนึ่งสถานที่ถ่ายทำละครเรื่อง FAITH

วัดพงอึนซาเป็นวัดพุทธที่ตั้งอยู่กลางเมืองทันสมัยอย่างกรุงโซล เป็นวัดเก่าจากสมัยราชวงศ์ชิลลา ซึ่งเป็นยุคสมัยที่พุทธศาสนาเจริญอย่างมากในคาบสมุทรเกาหลีแห่งนี้ น่าเสียดายที่บางส่วนถูกเผาทำลายไปในช่วงที่ญี่ปุ่นเข้ายึดครอง แต่ก็ได้รับการบูรณะขึ้นมาใหม่

เมื่อคุณเดินเข้าไปในวัดของเกาหลี สิ่งที่คุณจะได้เห็นคือเอกลักษณ์ของศิลปะเกาหลีที่มีสีสันสดใส โดยส่วนตัวดิฉันเห็นว่าเสน่ห์ของกรุงโซลนั้นอยู่ที่ความกลมกลืนที่ลงตัวระหว่างความเก่าและความใหม่ ไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับที่นี่ถ้าคุณจะได้เห็นอาคารแบบโบราณเช่นนี้ตั้งโดดเด่นอยู่ท่ามกลางอาคารสูงระฟ้าโดยที่ไม่รู้สึกว่าเป็นสิ่งแปลกปลอมแต่อย่างใด



แน่นอนเมื่อไปถึงเราก็ต้องมุ่งหน้าไปยังพระพุทธรูปยืนองค์ใหญ่ซึ่งเป็นจุดหมายของการตามรอยละครของเราครั้งนี้ เพราะ ณ จุดนี้เองคือสถานที่ถ่ายทำ FAITH บริเวณที่เป็นประตูสวรรค์ฝั่งโซล ซึ่งอยู่บริเวณฐานของพระพุทธรูปที่มีเสาหินและรูปปูนปั้นของเทพผู้พิทักษ์ (หรือทวารบาล ถ้าเปรียบตรงนี้เป็นประตูจริงๆ ค่ะ) มีผู้คนมากราบไหว้และเดินวนรอบฐานนี้อยู่ไม่น้อยเลยทีเดียวค่ะ




พระองค์ใหญ่ที่ยืนเด่นหันพระพักตร์ไปทางอาคารสูงนั้นเป็นภาพที่สวยงามมากเกินกว่าจะบรรยายเป็นคำพูดได้ อยากให้คุณมาสัมผัสด้วยตัวเองสักครั้งถึงความรู้สึกสุขสงบท่ามกลางเมืองใหญ่อันวุ่นวายเบื้องล่างนั้น ดังนั้นหากคุณมีโอกาสมาเยือนกรุงโซล อย่าพลาดที่จะแวะมาที่วัดพงอึนซาแห่งนี้นะคะ




เสร็จจากการเก็บภาพอันงดงามนี้ไว้ในกล้องและในความทรงจำแล้ว เราก็เดินลงไปด้านล่างซึ่งมีเจดีย์แบบชิลลาเพื่อร่วมกันทำบุญเสริมสิริมงคลให้ตัวเองค่ะ คนเกาหลีนิยมทำบุญด้วยข้าวสารเพื่อเสริมบุญให้ตัวเองมีกินมีใช้ไปตลอด และทำบุญด้วยเทียนสีขาว ซึ่งคุณสามารถสลักคำอธิษฐานไว้บนนั้นและจุดเทียนตั้งไว้เพื่อเป็นการบูชา อีกอย่างที่เรามักเห็นตามวัดก็คือการทำบุญกระเบื้องหลังคาค่ะ โดยคุณสามารถเขียนชื่อและคำอธิษฐานไว้บนนั้น ซึ่งถ้าไปแอบดูจะเห็นว่ามีสารพัดภาษา รวมทั้งภาษาไทยด้วยค่ะ (ชาติไทยไม่แพ้ใครในโลกจริงๆ ) คณะของเราก็ได้ร่วมกันทำบุญด้วยข้าวสารและการจุดเทียนบูชาเช่นกันค่ะ (ไม่รู้มีใครบนอะไรมั้ย???)



จากนั้นเราก็เดินทางกันต่อไปยังหอคอยเอ็นโซล หรือโซลทาวเวอร์ หรือนัมซานทาวเวอร์ (ชื่อเยอะจริงๆ) ซึ่งรถจะต้องไต่ภูเขานัมซานขึ้นไปและส่งเรา ณ จุดจอดรถ เราจะต้องเดินต่อขึ้นไปอีกนิดเพื่อให้ถึงบริเวณที่ตั้งของหอคอย

เขานัมซานแห่งนี้ถือเป็นหนึ่งในบริเวณสันทนาการของคนกรุงโซล เพราะจะมีคนที่เดินขึ้นลงเขาเพื่อออกกำลังกาย พ่อแม่พาลูกๆ มาพักผ่อนหย่อนใจกัน หนุ่มสาวก็ควงคู่กันขึ้นมาเพื่อคล้องกุญแจคู่รัก ที่นี่จึงมีผู้คนเดินกันคึกคักดีทีเดียวค่ะ




เมื่อขึ้นไปถึงยอดเขาแล้ว เราก็ไปที่พิพิธภัณฑ์เท็ดดี้แบร์กันก่อนเพื่อชมเจ้าหมีน้อยน่ารัก

ในพิพิธภัณฑ์ฯ แบ่งเป็น 2 ส่วน มีการจำลองวิถีชีวิตของคนเกาหลีตั้งแต่ยุคโชซอน (ส่วนที่ 1) ซึ่งคุณจะพบหมีน้อยในชุดแบบโบราณกับการจำลองเหตุการณ์สำคัญต่างๆ ในประวัติศาสตร์ ตั้งแต่การสร้างพระราชวังเคียงบ๊ก พิธีขึ้นครองราชย์ พิธีราชาภิเษก พิธีกราบไหว้บรรพบุรุษ ขบวนต้อนรับทูตจากจีน ฯลฯ



และอีกส่วน (ส่วนที่ 2) จะเป็นการจำลองสถานที่สำคัญๆ ในกรุงโซล อย่างเช่น โซลสแควร์ ทงแดมุน ชองเกชอน บลูเฮ้าส์ ฯลฯ และมีหมี Psy ด้วยนะคะ ซึ่งอันนี้น่าจะมาใหม่ล่าสุดค่ะ




จากนั้นเราก็ขึ้นลิฟท์เพื่อขึ้นไปยังจุดชมวิวบนหอคอย คุณจะสามารถมองเห็นกรุงโซลแบบ 360 องศา บนกระจกจะมีชื่อเมืองต่างๆ ในโลกติดอยู่และบอกระยะทางไว้ด้วย แน่นอนที่ต้องมีกรุงเทพฯ ของเราด้วยค่ะ สำหรับท่านที่ไปกรุงโซลเป็นครั้งแรก และได้มีโอกาสไปเที่ยวโซลทาวเวอร์แห่งนี้ ไม่ควรพลาดที่จะขึ้นหอคอยและเข้าชมพิพิธภัณฑ์เท็ดดี้แบร์ด้วยนะคะ สามารถซื้อบัตรแบบราคาแพ๊คคู่ได้ที่ช่องจำหน่ายบัตรบริเวณหน้าหอคอยค่ะ



และอีกหนึ่งไฮไลต์ของโซลทาวเวอร์แห่งนี้ก็คือการคล้องกุญแจคู่รัก ซึ่งถ้าคุณเดินขึ้นไปดูจะเห็นแผงกุญแจสารพัดรูปแบบสารพัดชนิด บางคนคล้องกันเป็นหมู่คณะก็มีค่ะ บางคนก็ยกแม่กุญแจยักษ์กันมาเลย (กะว่าตัดไงก็ไม่ขาดกันล่ะ) เดี๋ยวนี้มีเทรนด์ใหม่คือการผูกเคสไอโฟนเข้าด้วยกันค่ะ จากที่ส่องดูพบว่ามีภาษาไทยอยู่ไม่ใช่น้อยเลยล่ะค่ะ (ประกาศศักดากันตลอด)



หลังจากเที่ยวชมโซลทาวเวอร์กันแบบครบสูตรแล้ว (อยู่นานนักไม่ได้ค่ะเพราะมันหนาววว เนื่องจากเป็นยอดเขานะคะ) เราก็ได้เวลาช้อปปิ้งกันแล้วค่ะ เราไปกันที่ตลาดทงแดมุน ซึ่งจะเน้นไปที่พวกเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกายนะคะ พวกเสื้อผ้าเกาหลีที่นำมาขายกันในไทยแถวประตูน้ำส่วนใหญ่ก็มาจากที่นี่แหละค่ะ เกาหลีจะขายเสื้อผ้าตามฤดูกาล หากมาหน้านี้เสื้อผ้าก็จะเป็นแฟชั่นหน้าหนาวค่ะ แต่ถ้ามาปลายฤดูเสื้อผ้าจะลดราคากันแบบมโหฬาร เนื่องจากคนเกาหลีเป็นแฟชั่นนิสต้า เสื้อผ้าจะเปลี่ยนไปทุกฤดู เสื้อผ้าปีนี้เก็บไว้ใช้ปีหน้าไม่ได้ค่ะ มันจะเชย พอหมดฤดูก็ต้องขายแบบโละทิ้งกันเลยค่ะ ถ้ามาปลายฤดูร้อนจะเพลิดเพลินมากกับการกวาดซื้อเสื้อผ้ากลับไปใส่บ้านเราค่ะเพราะทั้งถูกและดี ต้องบอกว่าเสื้อผ้าของเขาเนื้อดีจริง อย่างเช่นพวกลองจอนที่มีขายกันที่นี่ เห็นบางๆ แบบนั้นแต่ใส่แล้วอุ่นมากนะคะ



นอกจากนั้นยังมีพวกเครื่องสำอางยี่ห้อที่คนไทยคุ้นเคยกัน อย่างเช่น ETUDE, SKIN FOOD, THE FACE SHOP, NATURE REPUBLIC และเราก็ได้มาเจอกับพ่อหนุ่มลีมินโฮที่นี่กันด้วยที่ร้าน Innisfree ซึ่งเพิ่งเปิดใหม่หมาดๆ กันเลยค่ะ ที่ฮาก็คือโปรโมชั่นสุดแซ่บ ตามปกติเราจะเคยเจอแบบซื้อ 1 แถม 1 มีร้านนี้แหละค่ะโปรโมชั่นแปลกสุด 10 แถม 10 ซึ่งก็คือมาสค์ที่เราใช้แปะหน้า มี 10 แผ่นอยู่ในแพ็ค ถ้าคุณซื้อ 1 แพ็คก็จะได้แถมอีก 1 แพ็คค่ะ นั่นก็คือ 10 แถม 10 (????) ไม่ว่ายังไงก็ตาม สมาชิกของเราขนซื้อกันทุกกลิ่นทุกสี (ให้มันรู้กันไป) เพื่อ Innisfree จะได้จ้างลีมินโฮต่อไป (เหตุผลฟังขึ้นมากๆ ) คาดว่ากลับมาทุกคนคงหน้าใสเด้งเหมือนมินอย่างแน่นอน ดิฉันก็ซื้อมาสค์มือ+เท้า ซึ่งมันอยู่ในแพ็คเดียวกัน ที่สำคัญก็คือคนขายภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่จะบอกว่าในแพ็คมีแถมมาสค์หน้าให้ด้วยนะคะ (ถ้าไม่ดูให้ดีได้มีเฮกันแน่นอน มือ+เท้า+หน้า อยู่ในกล่องเดียวกัน) แต่ขอบอกว่าของเค้าดีจริงค่ะ กลิ่นก็หอมด้วย ดิฉันคอนเฟิร์มค่ะ



พอช้อปปิ้งกันเรียบร้อยก็ถึงเวลาหาอะไรใส่ท้องกันอีกแล้วค่ะ สำหรับมื้อเย็นนี้เรามีเมนูพิเศษสุดก็คือบุฟเฟ่ต์บาร์บีคิวแบบเกาหลีค่ะ โปรแกรมทัวร์ปกติมักมีเอเวอร์แลนด์ และคุณมักได้กินหมูย่างเกาหลีเจ้าอร่อยแถวนั้น ซึ่งหมูชิ้นใหญ่เป้งมาก แต่เนื่องจากทริปนี้เราไม่มีเอเวอร์แลนด์ ทางบริษัททัวร์จึงชดเชยให้ด้วยการพาคุณไปกินหมูย่างเกาหลีในโซล แต่เป็นสไตล์บุฟเฟ่ต์ ซึ่งมีทุกอย่างให้เลือกสรรทั้งหมูและเนื้อและไส้กรอก รวมทั้งพวกโอเด้ง กิมจิผักนานาชนิด ข้าว ซุป ผลไม้ ขนมหวาน และอื่นๆ (เกินกว่าจะบรรยายได้ ต้องลองไปชิมเองค่ะ) ที่ดิฉันไม่อาจเก็บภาพมาฝากได้ เนื่องจากร้านนี้อยู่ในย่านฮองเด ซึ่งเป็นย่านมหาวิทยาลัยฮงอิก ทำให้ร้านคึกคักเป็นพิเศษ ขืนมัวไปยืนถ่ายรูป อิป้าอาจโดนเด็กเกาหลีเหยียบตายได้ค่ะ บอกได้แค่ว่ามื้อนี้ทุกคนเอ็นจอยกับการกินอย่างแรง

หลังจากอิ่มกันแล้ว ไกด์แนะนำให้สมาชิกของเราเดินไปที่คิตตี้คาเฟ่ซึ่งอยู่ใกล้ๆ เผื่อใครอยากจะถ่ายรูป ส่วนตัวดิฉันเคยไปที่นั่นแล้วเลยขอนั่งพึ่งฮีตเตอร์ในร้านดีกว่าค่ะ (เด็กๆ ในร้านน่าดูกว่าคิตตี้อีกนะคะ ขอบอก) และสิ่งหนึ่งที่ได้เห็นระหว่างที่รอพวกคุณอยู่นั้นก็คือ เกาหลีเคร่งครัดมากกับเรื่องกฏหมาย (เพราะโทษของเค้าแรง) เมื่อเด็กกลุ่มหนึ่งขอสั่งโซจู  เจ้าของร้านต้องมาขอดูบัตรประชาชนว่าอายุเกิน 20 หรือยัง เพราะกฏหมายให้ขายเหล้าให้กับเด็กที่อายุ 20 ขึ้นไปเท่านั้นค่ะ




หลังจากนั้นเราก็เดินทางไปยังโรงแรมซึ่งอยู่ชานกรุงโซล สาเหตุที่เลือกโรงแรมที่อยู่นอกเมืองหน่อยเพื่อให้คุณได้ห้องที่กว้างกว่าค่ะ เนื่องจากในโซลราคาที่ดินแพงมาก ห้องพักก็จะค่อนข้างเล็ก บางแห่งพอเอากระเป๋าเข้าไปก็เต็มห้องพอดีค่ะ

โรงแรมที่เราพักชื่อว่า Urban Boutique Hotel เป็นโรงแรมที่ค่อนข้างใหม่ ห้องกว้างขวาง ดีไซน์สวยงาม อุปกรณ์ครบครัน แถมมี WiFi ให้ใช้ในห้องด้วยนะคะ แล้วคุณจะได้เจอกับอุปกรณ์ไฮเทคในห้องน้ำ เพราะโถชักโครกใช้ระบบเซนเซอร์ที่มีปุ่มเยอะๆ แบบที่เห็นในละครเลยค่ะ ซึ่งไกด์เราแนะนำวิธีใช้ให้ คุณจึงไม่ต้องห่วงว่าจะกดผิดปุ่มนะคะ (ก็ไม่รู้ว่ามีใครกดผิดกันบ้างมั้ย)

และวันที่ 2 ในเกาหลีของเราก็จบลงด้วยการได้นอนพักผ่อนในห้องนอนอุ่นๆ แสนทันสมัยค่ะ




 
สำหรับท่านที่สนใจอยากไปเที่ยวแบบชิลๆ ไม่ต้องรีบร้อนเพราะกลัวโดนไกด์ทิ้งแบบนี้กับเรา ทริปที่ 2 ของเราจะเดินทางในช่วงฤดูใบไม้ผลิเพื่อชมซากุระบานที่เกาหลีกันค่ะ ตอนนี้ยังเปิดรับจองอยู่นะคะ หากสนใจก็รีบจองกันเข้ามาเลยค่ะเพราะรับจำนวนจำกัดนะคะ

http://mmerosegarden.blogspot.com/2012/12/activity-trip-spring-blossoms-in-korea.html


ตอนที่ 5 http://mmerosegarden.blogspot.com/2013/01/review-5.html


1 ความคิดเห็น:

Rasar Pungcharoenkul กล่าวว่า...

ถ้าจัดกันเอง จะแนะนำแหล่งซื้อของ พวก กิมจิ ของฝากให้ที่หนึ่งค่ะ Hanaro Mart เป็นเหมือนพวก Makro บ้านเราน่ะค่ะ มีอาหารสด อาหารแห้ง ผลไม้สด ทุกอย่างในที่เดียวกัน และราคาขายส่ง รวมทั้งสาหร่าย มาม่าเกาหลี อยู่ทางตอนใต้ของโซลค่ะ ใกล้กับ KOTRA น่ะค่ะ เหมือน SuperMarketแต่ใหญ่มาก