วันอาทิตย์ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2556

[Review] ทริป “ตามรอยซีรี่ย์กับมาดามโรส” ตอนที่ 5


ตอนที่ 1 http://mmerosegarden.blogspot.com/2013/01/review-1.html
ตอนที่ 2 http://mmerosegarden.blogspot.com/2013/01/review-2.html
ตอนที่ 3 http://mmerosegarden.blogspot.com/2013/01/review-3.html
ตอนที่ 4 http://mmerosegarden.blogspot.com/2013/01/review-4.html


มาเดินทางกันต่อกับวันที่ 3 ในเกาหลีของเรานะคะ ก่อนที่จะเริ่มรีวิวกันต่อ ดิฉันขอขอบคุณเสียงตอบรับจากผู้ร่วมทริปที่เข้ามาแสดงความคิดเห็นในบทความตอนที่ผ่านๆ มา เป็นความยินดีอย่างยิ่งของผู้จัดที่ทุกคนที่ร่วมเดินทางได้รับความสุขกลับไป คุ้มค่ากับเงินและเวลาที่เสียไปค่ะ ซึ่งนั่นเป็นความตั้งใจของดิฉันในการจัดทริปเหล่านี้ขึ้นมา เพื่อตอบแทนแฟนๆ ที่ติดตามบล็อกของดิฉันมาโดยตลอด ตอบแทนที่คุณรัก FAITH และสนับสนุน FAITH และคอยติดตามกันมาตลอด 3 เดือนที่ FAITH ออกอากาศในเกาหลี สิ่งที่อยากให้คุณได้รับกลับไปคือเติมเต็มความฝันของคุณในการที่จะได้สัมผัสกับสถานที่จริงในการถ่ายทำ FAITH เท่าที่ดิฉันจะสามารถทำได้ แม้ผู้จัดจะต้องผ่านความเหนื่อยยากในการเตรียมงาน แค่คุณได้รับความสุขกลับไปก็คือรางวัลของผู้จัดแล้วค่ะ แม้ผู้จัดจะต้องกลายร่างเป็นนางมารในสายตาบริษัททัวร์ก็ตาม เพราะต้องตามจิกตามเซ้าซี้วุ่นวายน่าปวดหัวเพื่อตอบสนองให้ได้ตามความคาดหวังของผู้ร่วมทัวร์ ด้วยความที่ดิฉันก็เป็น Perfectionist คนนึงเช่นกัน (ซึ่งนับได้ว่าเป็นอาการทางจิตชนิดหนึ่ง) ทั้งๆ ที่รู้ว่าไม่มีอะไรที่จะสมบูรณ์แบบ 100% แต่ก็อดไม่ได้ที่จะคาดหวังให้ทุกอย่างออกมาดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้




สำหรับวันที่ 3 ของเรา เริ่มต้นด้วยรหัสลับ 6-7-8 เหมือนเดิมนะคะ มื้อเช้าที่นี่ก็ถือว่าใช้ได้เช่นกันค่ะ มียาคูลท์เกาหลีของโปรดดิฉันด้วย และโปรแกรมเช้านี้ของเราก็คือ พิพิธภัณฑ์แห่งชาติเกาหลีค่ะ โปรแกรมนี้เป็นโปรแกรมที่ไม่ได้บรรจุไว้ในกำหนดการแต่แรก แต่ถูกสับเปลี่ยนมาจากสวนพฤกษศาสตร์พยอกโชจีที่ใช้ถ่ายทำ City Hunter เนื่องจากเป็นฤดูหนาว เราเห็นว่าคงไม่เหมาะหากจะพาคุณไปเดินท้าลมหนาวกันนานๆ จึงสับเปลี่ยนโปรแกรมมาเป็นสถานที่อุ่นๆ ในตัวอาคารน่าจะดีกว่า

แต่เนื่องจากเป็นโปรแกรมฉุกเฉิน ดิฉันเองก็ไม่ได้เตรียมตัวล่วงหน้าสำหรับข้อมูลของที่นี่ โชคยังดีที่พระเอกของดิฉันช่วยไว้ได้ เขาคนนั้นก็คือคุณพี่เบยงจุน เนื่องจากดิฉันได้อ่านหนังสือที่คุณพี่แกเขียนไว้ และในนั้นมีพูดถึงพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ไว้ด้วยค่ะ (รอดตายเพราะพี่เบแท้ๆ)



พิพิธภัณฑ์แห่งชาติเกาหลี เป็นสถานที่รวบรวมสมบัติของชาติกว่าหมื่นชิ้น บอกเล่าประวัติอันยาวนานกว่าพันปีของชนชาติเกาหลีเอาไว้ครบถ้วน ตั้งแต่ยุคโกโชซอนหรือโชซอนโบราณไปจนถึงโชซอน ราชวงศ์สุดท้ายก่อนถูกญี่ปุ่นยึดครอง ที่นี่ดูหรูหราอลังการงานสร้าง มีทั้งหมด 3 ชั้น รวบรวมไว้ทั้งโบราณวัตถุและงานศิลปะต่างๆ เพราะเรามีเวลาไม่มาก เราจึงเลือกที่จะให้คุณได้ชมเพียงบางยุคสมัยที่คุณคุ้นเคยจากละคร นั่นก็คือ โคกูเรียว แพ๊กเจ ชิลลา และโครยอ

ที่นี่เป็นเหมือนที่คุณเบว่าไว้ นั่นก็คือโอ่โถงสว่างไสว ไม่ทึบทึมเหมือนที่เราชอบคิดว่าพิพิธภัณฑ์ควรจะเป็น ดิฉันเลือกถ่ายภาพวัตถุโบราณที่คุณเบแนะนำไว้ในหนังสือว่าเป็นโบราณวัตถุชิ้นโปรดของเขา หากใครมีหนังสือของคุณเบอยู่ สามารถนำมาเทียบเคียงกันได้ค่ะ ภาพของดิฉันอาจสวยไม่เท่า เพราะดิฉันใช้กล้องดิจิตอลธรรมดาๆ ราคาคงประมาณสายสะพายกล้องของคุณเบ (ตาคนนี้ รวยจนน่าหมั่นไส้)



 

เราเริ่มจากห้องของโคกูเรียวที่แสดงพวกข้าวของเครื่องใช้ เครื่องประดับ อาวุธ ทุกชิ้นเป็นของจริงที่ขุดค้นขึ้นมาได้ แล้วก็มาถึงกระถางธูปของแพ๊กเจที่มีการสลักเสลาลวดลายอันงดงาม และหุ่นนักรบของกายา ชนเผ่าที่เชี่ยวชาญในเรื่องการตีเหล็ก






นี่คือมงกุฏชิลลาที่ทำจากทอง สวยงามอลังการมากค่ะ 






ส่วนชิ้นนี้ถือเป็นไฮไลต์ก็ว่าได้ค่ะ เพราะตั้งตระหง่านอยู่กลางโถง เป็นเจดีย์หิน 10 ชั้นจากสมัยโครยอ เจดีย์องค์นี้ถ้าเป็นคนคงบอบช้ำน่าดู เพราะเคยถูกพรากจากแผ่นดินเกาหลีโดยญี่ปุ่น (จะเอาไปทำไม อันไม่ใช่จะเล็กๆ) และต่อมาเกาหลีตามกลับคืนมาได้ ตอนนี้ได้มาพักอย่างสงบและสง่างามอยู่ในบ้านเกิดของตัวเองเรียบร้อยแล้วค่ะ




และชิ้นนี้เป็นเครื่องปั้นดินเผาสมัยโครยอตัวจริงเสียงจริงค่ะ สีจะออกเขียวๆ แบบนี้ค่ะ เป็นเอกลักษณ์ของยุคสมัยนั้น

ดิฉันเชื่อว่ามีคนจำนวนไม่น้อยที่อาจเคยไปเที่ยวเกาหลีหลายครั้งแล้วแต่ไม่เคยไปที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ ดิฉันขอแนะนำให้คุณลองไปเที่ยวสักครั้งนะคะ ใช้เวลาสัก 1 วัน เดินดูให้ทั่วๆ แล้วคุณจะได้ซึมซับความเป็นเกาหลีตั้งแต่อดีตกาลจนถึงปัจจุบัน ทั้งยังได้เห็นโบราณวัตถุของจริง ที่ถึงแม้จะเก่า จะผุกร่อนไปตามกาลเวลา แต่เมื่อมองดูจะทำให้เราสัมผัสได้ถึงประวัติศาสตร์อันยาวนานของประเทศนี้ค่ะ

หลังจากเยี่ยมชมประวัติศาสตร์เกาหลีกันไปแล้ว ก็ถึงเวลาของไฟลท์บังคับค่ะ กับการเยี่ยมชมศูนย์โสมและร้านเครื่องสำอาง ซึ่งใครที่เคยไปเที่ยวเกาหลีย่อมไม่แคล้วที่จะต้องไปตามร้านเหล่านี้นะคะ สำหรับท่านที่ไปครั้งแรกอยากให้ถือซะว่าไปรับความรู้เกี่ยวกับโสมและเวชสำอางของเกาหลี ส่วนท่านที่ไปซ้ำแล้วซ้ำอีก และรู้สึกเซ็งจิตเนื่องจากมันไม่ใช่สิ่งที่คุณต้องการซื้อ ก็อยากบอกให้คุณทำใจและเปิดใจ เพราะเจ้าร้านพวกนี้มันช่วยลดค่าทัวร์ให้คุณได้ ไม่งั้นคุณจะต้องจ่ายแพงกว่าอีกนิด (ราวๆ 5-6 พันบาท) เพื่อจะไม่ไปร้านเหล่านี้ สู้ทนเบื่อนิดนึงแล้วเก็บเงินไว้ช้อปปิ้งจะดีกว่านะคะ หากคุณไม่อยากซื้อนั่นย่อมเป็นสิทธิ์ของคุณ อย่าไปรู้สึกเบื่อหรือรำคาญคนขายที่พยายามจะโฆษณาสินค้าสุดฤทธิ์เพื่อให้คุณซื้อเพราะมันคือหน้าที่ของเขา ส่วนคุณเป็นลูกค้าก็มีสิทธิ์ที่จะซื้อหรือไม่ซื้อก็ได้ค่ะ เพราะเวลาชาวต่างชาติมาบ้านเรา ก็ต้องโดนพาไปซื้อของ (ที่ไม่อยากซื้อ) แบบเราเหมือนกันค่ะ


จากนั้นก็ถึงเวลาของมื้อเที่ยงแล้วนะคะ เมนูวันนี้คือโอซัมบุลโกกิ เป็นเนื้อหมูกับปลาหมึกผัดกับผักในน้ำซีอิ๊วแบบขลุกขลิก กินแกล้มกับเครื่องเคียงนานาชนิดเช่นเคยค่ะ

และในช่วงบ่ายเรายังมีโปรแกรมน่าสนใจอีกค่ะ เป็นพิพิธภัณฑ์อีกแห่ง แต่คราวนี้เป็นพิพิธภัณฑ์ภาพลวงตา หรือ Trick Eye Museum ค่ะ...





สำหรับท่านที่สนใจอยากไปเปิดประสบการณ์ใหม่ให้กับตัวเองกับทริปที่ 2 ของเรา ซึ่งจะเดินทางในช่วงฤดูใบไม้ผลิเพื่อชมซากุระบานที่เกาหลี ตอนนี้ยังเปิดรับจองอยู่นะคะ หากสนใจก็รีบจองกันเข้ามาเลยค่ะเพราะรับจำนวนจำกัดนะคะ

http://mmerosegarden.blogspot.com/2012/12/activity-trip-spring-blossoms-in-korea.html



ตอนที่ 6 http://mmerosegarden.blogspot.com/2013/01/review-6.html

ไม่มีความคิดเห็น: