วันอาทิตย์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

[Activity] Private Trip “Colorful Autumn” in Jeju-do


***ปิดกรุ๊ปแล้วค่ะ***






แล้วก็มาถึงกิจกรรมต่อไปของบล็อกเราแล้วนะคะ ท่านที่กำลังรอดูอยู่ว่าทริปต่อไปดิฉันจะพาคุณไปเที่ยวไหน เขยิบกันเข้ามาเลยค่ะ

ก่อนที่จะพูดถึงทริปต่อไปของเรา ขอทำความเข้าใจกันก่อนกับกิจกรรมของเรานะคะ เพราะช่วงนี้เรามีผู้มาเยือนเยอะขึ้น บางท่านอาจเพิ่งเคยผ่านมาและอาจจะงงว่าบล็อกของเราตรงนี้ทำอะไรกัน เพราะมีจัดทริปนำเที่ยวกันด้วย เป็นบริษัททัวร์หรือเปล่า อะไรแบบนี้นะคะ ตรงนี้ขอเรียนให้ทราบว่าดิฉันเป็นแค่บล็อกเกอร์คนหนึ่ง ไม่ได้มีอาชีพทำทัวร์แต่ประการใด และบล็อก My Rose Garden นำเสนอเรื่องทั่วไปที่เกี่ยวกับละคร ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม สถานที่ท่องเที่ยว และอื่นๆ ตามแต่ที่บล็อกเกอร์อยากจะเขียนเพื่อแบ่งปันค่ะ

เป็นเรื่องปกติที่บล็อกทั่วไปมักจะมีกิจกรรมเสริมเพื่อให้สมาชิกได้มีส่วนร่วม แต่เนื่องจากดิฉันไม่ได้โฟกัสไปที่ศิลปินคนใดคนหนึ่ง (ถึงแม้จะมีลีมินโฮเยอะหน่อยก็ตาม เพราะแถวนี้แฟนลีมินโฮเข้ามาเยอะ) จึงไม่ได้จัดกิจกรรมเพื่อสนับสนุนศิลปินท่านใดท่านหนึ่งโดยตรง เนื่องจากแต่ละคนก็จะมีแฟนคลับอย่างเป็นทางการเฉพาะกลุ่มอยู่แล้ว ดิฉันคงไม่บังอาจไปแย่งงานของบรรดาแฟนพันธุ์แท้ทั้งหลาย ศิลปินคนเดียวในนี้ที่ดิฉันจัดกิจกรรมให้ก็คือ อู๋ฉีหลง เนื่องจากพี่หลงไม่มีกลุ่มแฟนคลับที่ตั้งขึ้นมาอย่างเป็นทางการ ดิฉันแค่ช่วยเป็นสื่อกลางให้เท่านั้น (และแฟนพี่หลงโปรดทราบว่ากิจกรรมการ์ดวันเกิดของพี่หลง ปีนี้ยังมีเหมือนเดิมนะคะ )

ดังนั้นกิจกรรมของบล็อกนี้จึงมีเพียงแค่การจัดกรุ๊ปเที่ยวแบบส่วนตัวเพื่อนำคุณไปเที่ยวยังประเทศเกาหลีใต้ ในสถานที่ที่ทัวร์ทั่วไปมักไม่ค่อยพาไป เพราะทัวร์จะจัดนำเที่ยวในเส้นทางยอดนิยม ใครที่เคยไปแล้วก็อาจจะเบื่อไม่อยากไปอีก ทั้งๆ ที่เกาหลีมีที่ให้คุณเที่ยวมากมาย การจัดกรุ๊ปส่วนตัวจึงเป็นทางออกที่ดีสำหรับคนที่อยากเที่ยวในที่แปลกๆ ต่างจากคนอื่น แต่ก็ไม่อยากเหนื่อยกับการเตรียมตัวก่อนเดินทาง เพราะจะมีคนเหนื่อยคนเดียวก็คือ ออแกไนเซอร์ หรือคนที่จัดโปรแกรมนั่นเองค่ะ และน้อยคนที่จะมีกลุ่มเพื่อนจำนวนมากพอที่จะสามารถจัดกรุ๊ปส่วนตัวได้ ซึ่งต้องมีสัก 10-15 คนขึ้นไป โอกาสที่คุณจะจัดกรุ๊ปส่วนตัวด้วยตัวเองจึงค่อนข้างยาก บล็อกเราจึงเป็นสื่อกลางช่วยรวบรวมคนที่มีความสนใจเรื่องเดียวกัน (ก็คือละครเกาหลี หรือที่คนทั่วไปชอบเรียกเราว่าพวกบ้าเกาหลีนั่นเองค่ะ อย่าได้แคร์ ) ไปเที่ยวด้วยกัน บนรถเราก็จะเม้าท์กันแต่เรื่องละครและดาราแบบที่ไม่ต้องเกรงใจใคร (แม้แต่แฟนที่โดนคุณลากไปด้วย) และนี่คือการเที่ยวอย่างมีความสุข ในสถานที่ที่คุณชอบและได้พบเจอกับคนที่คุยอย่างถูกคอ





ร่ายยาวมานานก็หวังว่าคนที่ผ่านไปผ่านมาเจอะเจอบล็อกนี้เข้าจะเข้าใจตรงกันแล้วนะคะ ทีนี้เข้าเรื่องทริปต่อไปของเรากันเลยค่ะ อย่างที่ดิฉันเรียนไว้แล้วว่าต่อจากนี้ไปเราจะเริ่มออกต่างจังหวัดกันบ้าง ดังนั้นทริปนี้ดิฉันขอพาคุณไปยังเกาะในฝันของใครหลายๆ คน เกาะเชจู ค่ะ

ที่บอกว่าเป็นเกาะในฝันก็เพราะว่า มีละครมากมายหลายเรื่องที่ไปถ่ายทำยังเกาะนี้ แต่มีน้อยคนที่จะมีโอกาสได้ไปตามรอยละคร ณ เกาะแห่งนี้ เหตุผลมันก็มีอยู่ว่า เกาะเชจูนั้นอยู่ใต้สุดของคาบสมุทรเกาหลี การเดินทางนั้นลำบากแน่นอนค่ะ สายการบินที่จะบินตรงไปลงที่นี่ก็มีไม่มากนัก ครั้นจะไปต่อเครื่องก็ต้องไปอีกสนามบิน แบบเดียวกับดอนเมือง-สุวรรณภูมิบ้านเราเลยค่ะ และบนเกาะเชจูไม่มีรถไฟใต้ดินให้คุณเหมือนในโซล การจะเดินทางไปเที่ยวบนเกาะมี 2 วิธีคือ เช่าแท๊กซี่แบบเหมาวัน ซึ่งราคาค่อนข้างแพง และแท๊กซี่เกาหลีห้ามนั่งเกิน 4 คน (ยัดทะนานแบบบ้านเราไม่ได้นะคะ) ถ้าคุณไปกันมากกว่า 4 คน ก็ต้องใช้ 2 คันค่ะ (แพงเข้าไปอีก) หรืออีกวิธีคือนั่งรถเมล์แล้วเดินต่อค่ะ เพราะสถานที่ท่องเที่ยวส่วนใหญ่ รถเมล์เข้าไม่ถึง และวิธีนี้คุณควรมีการเตรียมพร้อมอย่างหนัก หรือภาษาเกาหลีต้องอยู่ในขั้นสื่อสารได้ ถึงจะสามารถถามทางจากชาวบ้านได้ ดังนั้นทัวร์จึงเป็นทางออกเดียวที่ดีที่สุดค่ะสำหรับการเที่ยวเชจู

เหตุใดคนถึงอยากไปเที่ยวเชจูกันนัก เพราะทัศนียภาพที่สวยงาม และที่นี่ในอดีตเคยเป็นภูเขาไฟ ดินที่นี่จึงเป็นดินที่สะสมไปด้วยแร่ธาตุ ทำให้ปลูกพืชผักผลไม้ได้งอกงามและรสชาติดี ที่นี่มีส้มแมนดารินที่ขึ้นชื่อมาก มีไร่ชาเขียวที่มีสารอาหารที่มีประโยชน์ที่สุด และเมื่ออยู่ติดทะเลจึงย่อมมีอาหารทะเลสดๆ อร่อยๆ ให้คุณได้ลิ้มลอง นี่จึงเป็นเสน่ห์ที่ดึงดูดให้คนอยากไปเที่ยวเชจู และทำให้เชจูกลายเป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ทางธรรมชาติของโลก 



ทีนี้มาดูกันว่าดิฉันจะพาคุณไปเที่ยวที่ไหนกันบ้างนะคะ ...แน่นอนว่าสำหรับคอละครอย่างเรา ถ้าไปเชจูแล้วไม่ไปที่นี่ก็ถือว่าไปไม่ถึงล่ะค่ะ ที่นี่คือโรงถ่ายละครฟอร์มยักษ์สุดอลังการของพี่คิมจองฮัค “ตำนานจอมกษัตริย์เทพสวรรค์” 




ซึ่งโรงถ่ายแห่งนี้ใช้เงินลงทุนไปกว่า 13 พันล้านวอน ใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำหลักสำหรับวังหลวงและเมืองกุ๊กแนซองแห่งราชวงศ์โกคูเรียว เนื่องจากโกคูเรียวของจริงนั้นอยู่ในเกาหลีเหนือ เราจึงไปใช้ของจริงไม่ได้ พี่คิมจึงเนรมิตมันขึ้นมาใหม่ที่เกาะเชจูแห่งนี้ค่ะ



ยองดูอัมร็อค หรือโขดหินรูปหัวมังกร ซึ่งเป็นโขดหินริมทะเลที่ถูกลมและคลื่นกัดกร่อนจนกลายเป็นหินรูปร่างคล้ายมังกรกำลังจะทะยานขึ้นมาจากทะเลค่ะ (ต้องใช้จินตนาการอันล้ำเลิศกันหน่อย) ซึ่งมีตำนานเล่าว่ามังกรตัวนี้พยายามจะขโมยหยกล้ำค่าจากเขาฮัลลาซานแต่โดนธนูของเทพแห่งภูเขาที่ปกป้องหยก แล้วก็หล่นปุลงมาและกลายเป็นหินอยู่ในท่านั้นค่ะ ที่จริงมีอีกหลายตำนาน ไว้ค่อยไปฟังกันที่โน่นนะคะ นอกจากตรงนี้จะมีโขดหินแล้ว ยังมีชาวประมงที่ดำน้ำจับหอยจับปลากันแบบสดๆ และขายกันสดๆ เห็นๆ อยู่ตรงนี้ด้วยค่ะ หากใครเคยดูละครแล้วอยากลองกินเจ้าปลาหมีกดิ้นได้ ที่นี่มีบริการด้วยค่ะ ถ้าคุณกล้าพอ




พิพิธภัณฑ์หมีของโจแอน หากใครเป็นแฟนพี่เบยงจุนหรือลีมินโฮ คงจะพอรู้จักโจแอน โอ คนนี้นะคะ เธอเป็นนักออกแบบตุ๊กตาหมีชื่อดัง เธอได้ออกแบบตุ๊กตาหมี (ซึ่งดิฉันว่ามันเหมือนสิงโตมากกว่า) จุนแบร์ ให้กับเบยงจุน และเธอทำออกมาหลายเวอร์ชั่นด้วยค่ะ และเป็นคนออกแบบเจ้ามิโนมิ ตุ๊กตาแทนตัวลีมินโฮ ที่ใช้ในเรื่อง Personal Taste ซึ่งถ้าคุณไปที่นี่ก็จะได้เจอกับเจ้าตุ๊กตาเซเล็บเหล่านี้ และเธอเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ตุ๊กตาพวกนี้ ที่นี่จึงเป็นที่เดียวที่คุณจะสามารถหาซื้อจุนแบร์และมิโนมิได้ค่ะ (แพงพอๆ กับเจ้าเฟอร์บี้นะคะ ขอบอก ) นอกจากนั้นยังมีหมีชนิดอื่นๆ อีกด้วยค่ะ




พิพิธภัณฑ์ชาโอซอลล็อค เป็นแหล่งผลิตชาเขียวที่ใหญ่ที่สุดของเกาะ คุณจะได้เห็นไร่ชาเขียวที่ยาวสุดลูกหูลูกตา ได้ชมและชิมชาเขียวแบบต่างๆ และสารพัดผลิตภัณฑ์จากชาเขียว ทั้งแบบกินได้ ก็คือไอศครีมชาเขียว เค้กชาเขียว หรือแบบที่กินไม่ได้ ก็คือเครื่องสำอาง Innisfree ค่ะ เพราะเจ้าของที่นี่คือ Amore Pacific ผู้ผลิตเครื่องสำอางนั่นเองค่ะ ที่นี่จึงเป็นบ้านของ Innisfree และเป็นสถานที่ถ่ายทำโฆษณาด้วยค่ะ




 Trick Eye Museum Jeju จนถึงตอนนี้คุณคงรู้จักพิพิธภัณฑ์ภาพลวงตาแห่งนี้แล้ว และรู้ว่าคุณจะสนุกสนานแค่ไหนกับการถ่ายภาพในนี้ ที่นี่เป็นสาขาล่าสุดที่เพิ่งเปิดใหม่ต่อจากปูซานค่ะ ภาพจะแตกต่างจากที่ในโซลนะคะ



วัดยักชอนซา หรือวัดน้ำศักดิ์สิทธิ์ เป็นวัดพุทธที่สร้างในแบบโชซอน เป็นวัดมหายานที่ใหญ่ที่สุดในแถบตะวันออก เป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธรูปยืนที่สูงที่สุดในเกาหลี




หมู่บ้านวัฒนธรรมชงอับ ที่นี่คุณจะได้สัมผัสกับวิถีความเป็นอยู่ของชาวเกาะเชจูในอดีต ได้สัมผัสกับบรรยากาศในอดีต ต้นไม้ที่นี่บางต้นมีอายุหลายร้อยปี



และอย่างที่บอกไปนะคะว่าส้มเชจูนั้นขึ้นชื่อที่สุด ดังนั้นเราจึงไม่พลาดที่พาคุณไปชมสวนส้มไร้เมล็ดกันค่ะ หากคุณเคยดูเรื่อง My Girl คงพอนึกออกนะคะ เพราะนางเอกมาแอบขโมยส้มจากในสวนของพระเอกค่ะ




“ซองซานอิลซุงโบล” ที่นี่คือปากปล่องภูเขาไฟ ซึ่งตอนนี้ดับสนิทแล้วและกลายเป็นที่ราบกว้าง พอขึ้นมายืนบนนี้คุณจะเห็นทะเลและเกาะเชจูได้อย่างถนัดชัดเจนค่ะ คุณจะได้เห็นว่าหลังภูเขาไฟระเบิดแล้ว ลาวาได้ไหลลงไปในทะเลและจับตัวแข็งกลายเป็นแผ่นดินยื่นลงไปในทะเลค่ะ มันเป็นภาพที่อัศจรรย์ ด้วยเหตุนี้ที่นี่จึงเป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ทางธรรมชาติของโลกค่ะ ทุ่งกว้างแห่งนี้ยังมีดอกไม้สีเหลืองเล็กๆ ขึ้นเป็นดง และเป็นสถานที่ถ่ายทำละครหลายๆ เรื่อง อย่างเช่นใน Boys Over Flowers

และประสบการณ์สุดพิเศษที่คุณจะประทับใจไม่มีวันลืม กับการชมโลกทะเลใต้น้ำโดยที่ตัวคุณไม่เปียกเลยแม้แต่นิดเดียว  โดยการใช้บริการ Submarine Tour หรือการลงเรือดำน่้ำเพื่อชมปะการังค่ะ  ที่เกาะเชจูนำเอาเรือดำน้ำมาบริการนักท่องเที่ยว เพื่อพาคุณดำดิ่งลงสู่ใต้ทะเล ชมชีวิตและสีสันใต้ท้องทะเล  แม้คุณจะว่ายน้ำไม่เป็น ไม่เคยฝึกดำน้ำ ก็สามารถสัมผัสกับประสบการณ์นี้ได้ค่ะ บอกได้คำเดียวว่า "ห้ามพลาด" สำหรับทริปนี้นะคะ



หลังจากนั้นเราจะพาคุณกลับมาที่โซลเพื่อช้อปปิ้งค่ะ จัดเต็มเหมือนเคยนะคะกับเมียงดง ทงแดมุน และย่านฮองเด สถานที่ท่องเที่ยวในโซลเราไม่เน้นกันแล้วนะคะเพราะไปกันมาหลายรอบแล้ว แต่ยังมีจุดสำคัญๆ ให้ได้ไปเก็บภาพนะคะ รวมทั้งพาคุณเดินเล่นชิลๆ ในย่านอินซาดง ถนนสายศิลปะใจกลางกรุงโซลด้วยค่ะ






สำหรับทริปนี้และทริปที่ออกต่างจังหวัดต้องขอเรียนว่าราคาจะค่อนข้างสูงเล็กน้อยนะคะ เนื่องจากใช้การเดินทางค่อนข้างเยอะ มีหลายท่านเหมือนกันที่บ่นมาว่าราคาทัวร์ค่อนข้างสูง แต่ดิฉันต้องขอเรียนว่านี่เป็นราคาที่ดิฉันดูแล้วสมเหตุสมผลนะคะ เนื่องจากจำนวนคนของเราไม่มากนัก บวกกับการเดินทางที่ค่อนข้างไกล ไปยังสถานที่ที่ไม่มีใครไป และสถานที่ที่เราไปส่วนใหญ่จะเสียค่าเข้าชมค่ะ หากคุณไปด้วยตัวเองก็อาจไม่ง่ายนักที่จะคุมงบให้อยู่ได้ประมาณเท่านี้ด้วยสถานที่เที่ยว+ที่พัก+อาหารแบบนี้นะคะ

ทริปนี้ราคาแพ็คเกจก็คือรวมทั้งค่าตั๋วเครื่องบิน+การเดินทางทั้งหมด+อาหาร+ที่พัก อยู่ที่ 35,900 บาทต่อท่านนะคะ เราจะพักที่เชจู 2 คืน และที่โซล 1 คืน การเดินทางจากโซลไปเชจู และจากเชจูไปโซล ใช้เครื่องบินค่ะ มีอาหารครบทุกมื้อ คราวนี้ไม่มีมื้ออิสระนะคะ กินอิ่มนอนสบายเหมือนเดิมค่ะ และเราไปคราวนี้เป็นฤดูใบไม้ร่วง อากาศเริ่มเย็นนิดๆ แต่ยังไม่หนาวสั่น  พร้อมกับบรรยากาศที่เต็มไปด้วยสีสันของใบไม้ที่กำลังจะเปลี่ยนสี กำหนดการเดินทางคือวันที่ 24-28 ต.ค. 2556 



สำหรับท่านที่อยากได้โปรแกรมทัวร์ กรุณากรอกแบบฟอร์มขอโปรแกรมได้ที่แถบขวามือค่ะ และสำหรับท่านที่ต้องการสำรองที่นั่งก็สามารถกรอกแบบฟอร์มขอจองเข้ามาได้เลยที่แถบขวามือเช่นกันค่ะ รับจำนวนจำกัด (15 ท่าน) เหมือนเช่นเคยนะคะ  ท่านที่สนใจขอความกรุณารีบจองนะคะ เพราะทริปของเราเต็มเร็วและปิดกรุ๊ปเร็ว รวมทั้งช่วงนั้นเป็นฤดูท่องเที่ยว ตั๋วจะเต็มเร็ว ไม่อาจหาเสริมให้คุณได้

ดิฉันขอความร่วมมือนิดนึงว่าท่านที่ขอโปรแกรมหรือขอจองเข้ามา ขอความกรุณาให้มีเจตนาที่จะไปจริงๆ ไม่ใช่ขอเข้ามาเล่นๆ ไปงั้นๆ นะคะ เนื่องจากเราเป็นกรุ๊ปส่วนตัว การนับจำนวนคนจึงมีผลมากต่อกรุ๊ป หากคุณสมัครแล้วไม่ไป ก็แปลว่าดิฉันต้องหาคนมาเติมเพื่อให้คนครบตามจำนวนขั้นต่ำ ดังนั้นขอความกรุณาอย่าสร้างความปวดเศียรเวียนเกล้าให้กับผู้จัดค่ะ ขอให้ชัดเจนกับตัวเองก่อนว่าคุณจะไปหรือไม่ไป แล้วค่อยตัดสินใจจองเข้ามานะคะ หากคุณมีข้อขัดข้องหรือมีปัญหาอะไรก็สามารถคุยกับดิฉันได้ค่ะ



ไม่มีความคิดเห็น: