วันพฤหัสบดีที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

[FA] 2013.06.29 Lee Min Ho 2013 Global Tour in Malaysia





อีกสักครั้งนะคะกับการพาคุณไปชมทัวร์คอนเสิร์ตของลีมินโฮ คราวนี้มินออกมานอกบ้าน มาดูกันว่ามีความแตกต่างยังไงบ้างระหว่างคอนเสิร์ตที่เกาหลีกับในต่างประเทศ

ครั้งนี้เราเลือกไปที่ประเทศมาเลเซีย ซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านของเราเอง สาเหตุหลักก็คือที่นี่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาทางการ ทำให้ค่อนข้างสะดวกหน่อยในการติดต่อสื่อสารค่ะ คงมีหลายท่านเป็นห่วงเรื่องสภาพอากาศเพราะในช่วงที่ไปนั้นมีข่าวเรื่องไฟป่าที่อินโดนีเซีย และควันลอยข้ามมาถึงมาเลเซีย งานนี้ต้องขอบคุณมินค่ะ เพราะคุณเธอไปล่วงหน้าก่อน 2 วันพร้อมหอบเอาฝนไปด้วย ทำให้อากาศสดใสขึ้นมาทันที ตอนที่ไปดิฉันเลยไม่เจอหมอกควันแต่อย่างใด



ดิฉันขอเริ่มรีวิวที่โรงแรมก่อนเลยแล้วกันนะคะ เนื่องจากเป็นส่วนหนึ่งของคอนเสิร์ตนี้เช่นกัน โรงแรมที่พักคราวนี้ชื่อว่า VIVATEL เป็นโรงแรมในเครือเดียวกับสถานที่จัดงาน KWC Fashion Mall โดยเราซื้อผ่าน Jazzy Group ที่เป็นออแกไนเซอร์จัดงานนี้เพื่อความสะดวก ที่นี่เป็นโรงแรมระดับ 4 ดาว ค่อนข้างใหม่ อยู่กลางกรุงกัวลาลัมเปอร์ สำหรับท่านที่ตามข่าวคอนเสิร์ตของมินเห็นล็อบบี้แล้วคงคุ้นๆ ใช่มั้ยคะ ถูกแล้วค่ะ เพราะที่นี่เป็นที่พักของลีมินโฮเช่นกัน โดยเขาพักอยู่ที่ชั้น 10 แบบเหมาชั้น และที่นี่มีข้อดีอยู่อย่างก็คือ การขึ้นไปยังห้องพัก คุณต้องแตะคีย์การ์ดที่ลิฟต์ก่อนเลือกชั้น คุณพักชั้นไหนก็จะขึ้นไปได้แค่ชั้นนั้นค่ะ ไม่อาจเที่ยวเดินเพ่นพ่านไปชั้นอื่นได้ ปลอดภัยไร้กังวลค่ะสำหรับมิน (แต่คนรอกันอยู่เต็มล็อบบี้เลย)



ไปถึงล็อบบี้จะมีโปสเตอร์แบบนี้รอต้อนรับอยู่ แปลว่ามาไม่ผิดที่แน่นอนค่ะ ดิฉันได้ห้องพักที่ชั้น 11 จึงขอรีวิวจากห้องที่ได้พักแล้วกันนะคะ ที่จริงที่นี่มีห้องพักหลายแบบหลายสไตล์ แต่ที่อยากนำห้องของตัวเองมาให้ชมเพราะบังเอิญว่าดิฉันได้มีโอกาสพักที่ห้อง Grand Suite King ซึ่งเป็นห้องสูทที่ใหญ่ที่สุดของชั้น และแน่นอนว่ามินก็ได้พักในห้องแบบเดียวกันแต่คนละชั้น ดิฉันไม่สามารถนำห้องพักของมินมาให้คุณชมได้ ก็ชมห้องนี้แทนแล้วกันนะคะ 




ห้อง Grand Suite King เป็นห้องสูทใหญ่ที่สุดของชั้น อยู่ติดริมด้านในสุดของปีกซึ่งจากห้องพักจะมองออกไปเห็นวิวของเมือง (แต่เสียวค่ะ มันเป็นกระจกใสๆ เหมือนไม่มีอะไรข้างล่างเลย) ภายในห้องจะมีห้องนั่งเล่น มีทีวี 1 เครื่องและห้องน้ำ (ไม่มีห้องอาบน้ำ) ด้านในจะเป็นห้องนอนกับทีวีอีก 1 เครื่อง และห้องน้ำ (ห้องอาบน้ำอยู่นี่ค่ะ)  หากใครมีโอกาสแวะไปกัวลาลัมเปอร์ โรงแรมนี้ก็น่าสนใจไม่น้อยนะคะ ราคาอาจสูงสักนิดและก็คุ้มค่ากับความสะดวกสบายที่ได้รับค่ะ



 เราใช้บริการรถของโรงแรมที่พาไปส่งถึงสถานที่จัดงาน KWC Fashion Mall ซึ่งไม่ไกลจากที่พักมากนัก แต่เนื่องจากในวันนั้นมีแข่งบอลนัดสำคัญ ทำให้รถติดมโหฬาร เราจึงเสียเวลาไปไม่น้อยกับการเดินทาง เวทีแสดงอยู่บนชั้น 15 ของห้างฯ ซึ่งวิบากกรรมของเราเริ่มจากตรงนี้แหละค่ะ เพราะลิฟต์คนแน่นมาก ดังนั้นอีกวิธีที่จะขึ้นไปได้ก็คือ ขึ้นบันไดเลื่อนไปถึงชั้น 10 แล้วเดินขึ้นบันไดอีก 5 ชั้นค่ะ ซึ่งงานนี้มินโชคดีแล้วที่ดิฉันไม่หัวใจวายตายไปซะก่อน ไม่งั้นเธอคงขาดผู้สนับสนุนหลักไปอีกหนึ่งคนล่ะค่ะ (เหนื่อยโพดๆๆๆ)

เมื่อไปถึงสถานที่จัดงานก็แทบลมใส่ ไม่ใช่ว่าแค่เหนื่อยอย่างเดียว แต่ตกใจกับสภาพเวทีที่เห็นค่ะ มันเป็นลานโล่งๆ มีหลังคา มีเก้าอี้มาวางๆ เอาไว้เป็นแถวๆ แล้วใช้เหล็กกั้นสัดส่วนระหว่างโซน VVIP / VIP/ ZONE A / ZONE B ไม่มีสโลป ไม่มีแอร์ ไม่มีอะไรทั้งสิ้นค่ะ ส่วนด้านบนก็ใช้ผ้ามาบังๆ ไว้ ราวกับโรงลิเกก็ไม่ปาน นี่ล่ะหรือราคาบัตร 6,800 บาท ได้นั่งแบบนี้น่ะหรือ? ดิฉันอึ้งมากค่ะ ไปงานคอนฯ มาก็เยอะ ไม่เคยเจออะไร (ที่มันห่วย) แบบนี้มาก่อนเลยจริงๆ ค่ะ และที่น่าสงสารที่สุดก็คือคนที่ต้องยืนบนเวที ที่ต้องทั้งร้องทั้งเต้นทั้งโดนสปอตไลท์ส่องในสภาพแวดล้อมแบบนี้




งานนี้ต้องขอชื่นชมสปิริตของลีมินโฮและทีมงานของเขาเป็นอย่างยิ่งที่สามารถแสดงได้ตลอดรอดฝั่ง ตามคิวเป๊ะๆ แบบไม่มีหลุด แต่แน่นอนว่าตัวเขาเองคงไม่แฮปปี้นักกับสภาพเช่นนี้ เพราะความสดใสร่าเริงของเขาดร็อปหายไปจากที่ดิฉันเห็นในเกาหลีเกินกว่าครึ่งค่ะ ซึ่งเห็นได้ชัดเจนมาก และดิฉันก็เข้าใจสถานการณ์ของเขาดี เขาเก่งมากแล้วที่ประคองมันไปได้จนตลอดรอดฝั่ง

คนอีกกลุ่มที่ต้องขอชื่นชมไว้ในที่นี้ก็คือทีมบอดี้การ์ดของมินค่ะ เนื่องจากคุณคงคุ้นตากันดีอยู่แล้วว่าพวกเขามีเครื่องแบบประจำ นั่นก็คือชุดสูทดำกับเสื้อเชิ้ตและเน็คไทเต็มยศ ซึ่งงานนี้ทุกคนก็ยังเหมือนเดิมค่ะ แต่งเต็มยศ แถมแสดงท่าทีว่าร้อนหรืออึดอัดไม่ได้เลย ขอชื่นชมความอดทนของพวกเขาจริงๆ และทุกคนยังสุภาพน่ารักเหมือนเดิม ไม่มีวีนหรือเหวี่ยงเพราะพิษสุนัขบ้ากำเริบแต่อย่างใด (มันร้อนจริงๆ)



เมื่อพูดถึงบอดี้การ์ดของมินแล้ว หากดิฉันไม่พูดถึง “เขา” หลายคนอาจเคืองดิฉันได้ เพราะดูเหมือนคนๆ นี้จะมีแฟนคลับอยู่ไม่น้อย เขาก็คือท่านหัวหน้าบอดี้การ์ด หรือ “พี่ซิก” ของสาวๆ นั่นเองค่ะ 

ที่จริงบุรุษผู้นี้เขามีชื่อจริงว่า ลีคยูฮยอน (Lee Kyu Hyeon) ส่วนชื่อพี่ซิกนั้นเป็นมินอซเรียกเขาค่ะ ไม่ใช่ชื่อเล่นของพี่แกแต่อย่างใด เนื่องจากเฮียแกมีหน้าตาละม้ายคล้ายท่านจูมง หรือซงอิลกุ๊ก พระเอกเกาหลี มินอซจึงเรียกแกว่าพี่ซิก (SIG = Song Il Gook) ดังนั้นหากคุณมีโอกาสเจอพี่แกตัวเป็นๆ ก็อย่าไปเรียกว่าพี่ซิกนะคะ เดี๋ยวแกจะงง

ที่พูดถึงเขาคนนี้ขึ้นมาเนื่องจากพี่แกอึดมาก ท่ามกลางอากาศอันร้อนระอุ ทั้งมินที่เหงื่อแตกซิก หน้ามัน อยู่บนเวที และดิฉันที่เหงื่อแตกแข่งกับมินอยู่ข้างล่าง แต่คุณพี่ซิกยังคงยืนมาดเท่ไม่เปลี่ยนแปลงอยู่ข้างเวที คอยจับตาดูมินทุกฝีก้าว (ด้วยเกรงว่าน้องรักจะเดินตกเวที) ความน่ารักของเขาก็คือ เขาได้ช่วยชีวิตพวกคุณเหล่ามินอซไว้โดยที่พวกคุณไม่รู้ตัว เพราะก่อนเริ่มงานทางผู้จัดงานได้ขึ้นวีทีอาร์ว่าห้ามถ่ายรูป แต่มีหรือมินอซจะฟัง ก็ยกกล้องขึ้นถ่ายกันไสว และบอดี้การ์ดพี่แขกก็ทำท่าราวกับจะเข้าไปห้ามทุกคน แต่พี่ซิกโบกมือห้ามไว้พร้อมส่งสัญญาณว่าปล่อยให้ถ่ายไป พี่แขกทั้งหลายถึงได้กลับมายืนประจำที่เดิมอย่างน่าอัศจรรย์ และที่น่าเซอร์ไพรส์ยิ่งกว่ากืคือพี่แกดันจำดิฉันได้ (ยัยป้าคนนี้เอง คราวก่อนหอบของพะรุงพะรังยังกับจะเอาไปถมที่) พี่แกก็เลยผงกหัวและยิ้มให้ เป็นข้อพิสูจน์ว่านอกจากพี่แกจะความจำดีแล้ว ยังสามารถมองเห็นในที่มืดได้อีกด้วย เหมาะสมกับการเป็นบอดี้การ์ดให้กับ "มินจอมมึน" ของเราอย่างยิ่ง (เพราะรายนี้มึนงงก่งก๊งตลอดเวลา)



กลับมาที่วิบากกรรมที่ยังไม่สิ้นของเรากันต่อค่ะ เนื่องจากการทำงานของผู้จัดฯ ที่ไร้ระบบโดยสิ้นเชิง ทำให้ในวันนั้นมันดูชุลมุนวุ่นวายอย่างยิ่ง สต๊าฟที่มาประจำอยู่ในงาน ทั้งจุดขายของและเก็บบัตร กลับเป็นแค่คนที่จ้างมาทำงานนี้ชั่วคราว จึงไม่รู้รายละเอียดอะไรเลย จะไปรับของพรีออเดอร์ก็ไม่รู้เรื่อง จะไปรับบัตรเพื่อเข้าถ่ายรูปก็ไม่รู้เรื่อง สรุปก็คือต้องรอ และรอ และรอ จนกว่าสต๊าฟตัวจริงจะขึ้นมา

สำหรับในส่วนของคอนเสิร์ตเป็นไปตามคิวเหมือนทุกๆ ครั้งนะคะ เริ่มด้วย My Everything (เพลงหากิน) ตามด้วย YOU &I ซึ่งคราวนี้น้องแดนเซอร์ไม่ซบมากแล้ว (สงสัยกลัวหัวขาด) สำหรับช่วงสัมภาษณ์ คำถามก็ยังเป็นไปตามคิวนะคะ แต่รอบนี้ด้วยความที่มินอารมณ์บ่จอย คำตอบจะออกกวนโอ๊ยอยู่หน่อยๆ แต่คิดว่าคงไม่มีใครรู้สึกเพราะไม่ได้ดูเขาแสดงที่อื่น อย่างเช่นพิธีกรถามถึงสถานที่เที่ยว ซึ่งมาเลเซียมีทะเลเยอะ ฮีดันบอกว่าไม่ค่อยชอบทะเล  พิธีกรถามว่าทำไมเขาตัวสูงจัง ฮีก็ย้อนว่าทำไมคุณ (แก) เตี้ยจัง อะไรประมาณนี้ค่ะ  (ปวดหัวกันไป) สำหรับอาหารมาเลย์ ฮีก็บอกว่าได้ลองชิม Nasi Lemak (อาหารมาเลย์ เป็นไก่ผัดพริกแกงคล้ายๆ มัสมั่นกินกับข้าว) ซึ่งดิฉันคงไม่ต้องบอกว่าสำเนียงของฮีเทพแค่ไหน เล่นเอาฮากันไป ที่ฮากว่าก็คือ ฮีแมนมาก ชีวิตนี้ไม่เคยกลัวอะไรนอกจาก...แตงกวา (คนบ้าอะไรกลัวแตงกวา)



หลังจากนั้นมินก็ร้องเพลงต่อไป คราวนี้เสื้อผ้าไม่จัดหนักค่ะ หลังๆ เล่นเสื้อยืดกับสแล็คกันเลย ชะรอยจะให้เข้ากับสถานที่ (ร้อนบรรลัย) ขอเล่าช่วงจับสลากนิดนึงค่ะ เพราะจะต้องมีการจับหางบัตรเลือกผู้โชคดี 5 ท่านขึ้นมารับรางวัลจาก Innisfree คราวนี้พิธีกรเธอก็ฉลาดมาก เค้ามีเบอร์ที่นั่งให้อ่าน เธอก็ไม่อ่าน ดันไปอ่านบาร์โค้ตอะไรก็ไม่รู้ แถมตอนอ่านเธอก็ลีลาเยอะมากจนฟังไม่รู้เรื่อง แถมช้าอีกต่างหาก จนถึงใบสุดท้าย เทพเกาหลีของเราก็เลยออกฤทธิ์ ใช้ภาษาแบบเทพๆ ของเขาถามว่า “นี่ใบสุดท้ายแล้วใช่มั้ย” เมื่อเป็นภาษาเทพเธอเลยฟังยากนิดนึงนะคะ พอจับเสร็จ พ่อตัวดีก็ไม่ให้ (ยัย) พิธีกรค่ะ เธออ่านเอง ทีนี้คุณคงนึกภาพออกว่าเวลามินใช้ภาษาอังกฤษขั้นเทพของเขามันจะเป็นยังไง ก็ฮากันไปสิคะท่าน (ช่วยให้งงกว่าเดิม)

อีกจุดหนึ่งที่เรียกได้ว่าเป็นความผิดพลาดก็คือการจัดไฟค่ะ สปอตไลท์บนเวทีส่องเข้าตาคนดูเต็มๆ ถ้า Jazzy Group จะจัดงานหน้าอีก คงต้องปรับปรุงกันอีกเยอะเลยล่ะค่ะ ทั้งสถานที่ ระบบการทำงานต่างๆ และนี่เป็นจุดใหญ่ที่ทำให้ดิฉันชอบที่จะไปดูที่เกาหลีมากกว่า เพราะทุกอย่างจัดออกมาได้อย่างสมบูรณ์มากกว่า ทีมงานก็เป็นของทางโน้นทั้งหมด การมาจัดต่างประเทศ ตัวแปรสำคัญยังคงอยู่ที่ออแกไนเซอร์ทางนี้อยู่ดี ถ้าได้ออแกไนเซอร์ที่ไม่ค่อยเชี่ยวชาญ ผลก็จะออกมาเป็นเช่นนี้แหละค่ะ 





แต่ค่ำคืนนี้ยังไม่ได้จบเพียงแค่คอนเสิร์ตจบค่ะ หลังคอนเสิร์ตยังมี Photograph Session หรือการถ่ายรูปหมู่ร่วมกับมิน กติกาก็คือผู้ที่มีสิทธิ์เข้าไปถ่ายรูปคือคนที่ถือบัตร VVIP และซื้อบัตรเพิ่มอีก 1 ใบในช่วงที่เป็นแคมเปญนี้ ซึ่งของเราก็มีคนที่เข้าร่วมกิจกรรมนี้ด้วย แต่ทางผู้จัดฯ ไม่ได้มีการจัดระบบแต่อย่างใด ไม่มีการประกาศว่าต้องมาเข้าแถวหรืออะไรยังไง สภาพเลยเป็นอย่างที่เห็น ไปยืนออๆ กัน ที่ทำให้ดิฉันอึ้งและสงสารมินอย่างรุนแรงก็คือ มีการขายสิทธิ์นี้เพิ่มกันตรงนั้นแบบเห็นๆ ซึ่งแปลว่าจำนวนคนจะเพิ่มมากขึ้นจากเดิม และเค้าไม่ให้ศิลปินได้พักเลย พอเล่นเสร็จ มินได้เปลี่ยนเสื้อนิดหน่อยแล้วก็มายืนถ่ายรูปเลย คิดเอาเองแล้วกันค่ะว่ามินจะเหนื่อยแค่ไหน และสภาพจะโทรมแค่ไหน

งานนี้จึงจบลงแบบเหนื่อยๆ ทั้งศิลปินและคนดู สำหรับในส่วนของทริปท่องเที่ยว ทั้งสิงคโปร์และมาเลเซีย ดิฉันจะนำมารีวิวให้ได้อ่านกันในตอนต่อไปนะคะ 



และขอฝากทริปซอลลัลไว้ด้วย เพราะตอนนี้ยังอยู่ในช่วงโปรโมชั่น หากใครสนใจร่วมทริป อยากไปเล่นหิมะ ไปร่วมฉลองปีใหม่แบบเกาหลีกัน รีบสมัครกันตั้งแต่ตอนนี้นะคะ พ้นช่วงโปรฯ แล้วจะเป็นราคาปกติค่ะ

http://mmerosegarden.blogspot.com/2013/05/activity-trip-touch-of-korea-seollal.html




ไม่มีความคิดเห็น: