วันศุกร์ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

[Review] Singapore/ Malaysia Trip – Singapore




เริ่มต้นเดินทางกันดีกว่าค่ะ เริ่มแรกพาคุณเที่ยวสิงคโปร์ก่อนนะคะ ทริปนี้เราใช้บริการของสายการบินสิงคโปร์แอร์ไลน์ สายการบินประจำชาติของเจ้าของบ้าน ออกบินกันราวๆ 9 โมงเช้า เป็นสายการบินมาตรฐาน แอร์เย็นฉ่ำ นั่งสบาย ไม่อึดอัดเหมือนโลว์คอสต์ สายการบินมาตรฐานมีข้อดีตรงที่จ่ายครั้งเดียวแล้วไม่ต้องไปทะเลาะกับพนักงานเรื่องน้ำหนักกระเป๋าหรือต้องไปหาซื้อน้ำซื้อของกินกันทีหลังบนเครื่อง (ยังกับรถทัวร์) ดิฉันจึงชอบมากกว่า จ่ายแพงอีกนิดเพื่อความสะดวกนะคะ



เครื่องขึ้นสักพักอาหารก็มาเสริฟค่ะ หน้าตาเป็นเช่นนี้ อันนี้เป็นพาสต้ากับปลา ยำวุ้นเส้นอร่อยดีค่ะ แก้วที่ดิฉันเอาขนมปังไปฝากวางไว้คือแก้วไวน์ค่ะ เค้ามีเสริฟไวน์บนเครื่องด้วย แต่ดิฉันขอผ่าน เกรงว่าจะก่งก๊งมากกว่าเดิม



ประมาณ 2 ชั่วโมงเครื่องก็ลง ณ  สนามบินชางกี   การผ่าน ต.ม. ก็ไม่ยากเย็นอะไร สบายๆ นะคะ ไม่ต้องลุ้นเหมือนเกาหลี เราเดินออกมาก็เจอกับรถที่มารอรับเราค่ะ เราใช้บริการ Private Transfer เป็นรถตู้ส่วนตัว สะดวกสบาย มีคนขับรถเป็นหนุ่มจีนรูปหล่อชื่อว่าน้องแดเนียล แดเนียลบริการดีเป็นเลิศ ผ่านจุดสวยๆ ก็ชี้ชวนให้ดู แถมพอถึงโรงแรม ฮีก็บริการช่วยเช็คอินให้ด้วยเสร็จสรรพ บริการเกินราคาจริงๆ




โรงแรมที่เราเข้าพักคราวนี้คือ The Grand Chancellor อยู่ในย่าน Little India ที่ดิฉันเลือกที่นี่เพราะอยู่ใกล้ห้างมุสตาฟา แหล่งช้อปปิ้ง และเป็นโรงแรมค่อนข้างใหม่ เนื่องจากเรามีเวลาจำกัดในทริปนี้ คงไม่มีโอกาสได้เดินออร์ชาร์ดเป็นแน่ ดิฉันจึงเลือกมุสตาฟาไว้เป็นแหล่งช้อปปิ้งซื้อของฝากค่ะ ห้องพักก็สะอาดสะอ้าน ใช้ได้ดีทีเดียวค่ะ



เนื่องจากเราไปถึงเร็วก่อนเวลาเช็คอิน ซึ่งสิงคโปร์จะเช็คอินกันบ่าย 3 ห้องจึงยังไม่พร้อม เราได้มาแค่ห้องเดียวก่อน จึงขนกระเป๋าไปรวมไว้ในห้อง แล้วก็ออกไปช้อปปิ้งกันก่อนค่ะที่ห้างมุสตาฟา ซึ่งอยู่ใกล้ในระยะเดินถึง (แบบหลงๆ ถามไปตลอดทาง) ใครที่เคยไปสิงคโปร์คงทราบดีว่าห้างนี้เปิดตลอด 24 ช.ม. และมีสินค้าทุกประเภท ไม้จิ้มฟันยันเรือรบกันเลยทีเดียว แม้แต่คนสิงคโปร์เองก็ชอบมาช้อปที่นี่ สินค้าแนะนำคือน้ำหอมค่ะ ราคาถูกมากกกก มาทีไรดิฉันต้องซื้อกลับไปทุกครั้ง ถูกกว่า DUTY FREE อีกนะคะ และอีกอย่างที่ดิฉันชอบซื้อคือกาแฟ เพราะราคาถูกกว่าบ้านเราหลายร้อยบาท

เมื่อช้อปกันเสร็จสรรพแล้วเราก็กลับไปโรงแรมกันค่ะ เนื่องจากเรามีทัวร์รอบเย็น เป็นซิตี้ทัวร์ที่ดิฉันซื้อแบบ JOIN GROUP ไว้ ซึ่งรถจะแวะรับลูกทัวร์ตามโรงแรมต่างๆ แล้วไปเที่ยวพร้อมกัน (ต่างคนต่างมา ไม่รู้จักกันแต่อย่างใด) คราวนี้ไกด์ของเราเป็นคนจีนอีกเช่นกัน ชื่อว่าสตีฟ สตีฟพาเราไปเริ่มที่ร้านช็อกโกแลต (ขายของก่อนเลย) จากนั้นก็พาไปกินข้าว ซึ่งมื้อนี้สตีฟบอกว่าเป็นอาหารแบบสิงคโปร์ หน้าตาก็อย่างที่เห็นค่ะ เต็มโต๊ะ แต่รสชาติถือว่าธรรมดานะคะ 



จากนั้นก็เป็นการล่องเรือชมแม่น้ำสิงคโปร์กันค่ะ เจ้าเรือที่ว่านี้เรียกกันว่า BUMBOAT จะล่องไปตามลำน้ำและไปออกตรงเวิ้งอ่าวที่มีวิวสวยที่สุด นั่นก็คือมี Singapore Flyer, Esplanade, Marina Bay Sand, Garden By the Bay, Merlion ซึ่งเรือนี้แวะรับคนตามท่าด้วยนะคะ ผู้โดยสารเลยเริ่มเยอะขึ้นๆ ตามระยะทางค่ะ อ่าวสิงคโปร์ยามค่ำคืนแสงสีสวยงามดีค่ะ หากใครไปสิงคโปร์แล้วยังไม่เคยสัมผัสประสบการณ์แบบนี้ คราวหน้าลองหาโอกาสดูสักครั้งนะคะ 










จากนั้นสตีฟก็พาไปที่ China Town ซึ่งอันนี้เราไม่ตื่นเต้นเท่าไหร่เพราะเยาวราชของเราอลังการกว่าเยอะ ก็เลยได้แต่นั่งรอค่ะ



เสร็จจากตรงนี้เราถึงไปที่ Garden By the Bay กัน ซึ่งความตั้งใจของดิฉันคือต้องการพาเพื่อนๆ ร่วมทริปไปชมด้านใน ตรงส่วนที่เป็นสวน CLOUD FOREST และ FLOWER DOME ซึ่งมีพันธ์ไม้สวยๆ แปลกๆ เยอะแยะ แต่ด้วยการสื่อสารที่ผิดพลาดกันกับสตีฟ ทำให้เรามาถึงที่นี่เมื่อสวนปิดแล้ว เลยอดเข้าชม บัตรที่ซื้อไว้จึงสูญเปล่าค่ะ หากใครกำลังจะไปสิงคโปร์ในเร็ววันนี้ สามารถมารับช่วงบัตรต่อไปได้นะคะ เพราะบัตรนี้ใช้ได้ถึงวันที่ 21 ส.ค. ดิฉันจะขายต่อให้ในราคา 50% ค่ะ มีทั้งหมด 4 ใบ ถ้าคุณไปซื้อที่โน่นราคาบัตรจะอยู่ที่ 28 เหรียญสิงคโปร์ และต้องไปต่อแถวซื้อ หากสนใจก็ฝากข้อความไว้ในกล่อง LEAVE MESSAGE ได้เลยนะคะ 



เมื่อพลาดชมสวนเลยได้แต่รูป SUPER TREE ยามค่ำมาฝากกันค่ะ 




เพื่อชดเชยที่อดชมสวน ดิฉันเลยพาเพื่อนๆ ร่วมทริปไปต่อที่ ร.ร.ราฟเฟิลส์ โดยให้อีตาสตีฟ (ตัวดี) พาไปส่งเป็นการแก้ตัว เราไปที่นี่กันทำไม? เพราะคุณมาถึงสิงคโปร์แล้ว จะไม่ไปชิมค๊อกเทลชื่อดังซึ่งมีต้นกำเนิดที่นี่ได้ยังไง จริงมั้ยคะ? ค๊อกเทลนี้มีชื่อว่า สิงคโปร์สลิง เชื่อว่าคุณคงเคยได้ยินชื่อกันมาบ้าง เพราะเป็นค๊อกเทลยอดนิยมที่โด่งดังไปทั่วโลก ต้นกำเนิดอยู่ที่ลองบาร์ ใน ร.ร. ราฟเฟิลส์แห่งนี้ค่ะ สูตรนี้ถือกำเนิดครั้งแรกตั้งแต่ก่อน พ.ศ. 2458 โดยบาร์เทนเดอร์ที่ลองบาร์แห่งนี้ เขาชื่อว่า นายเงียมตงบุน สูตรที่ขายอยู่ปัจจุบันนี้ได้รับการพัฒนาต่อมาโดยหลานของคุณเงียมคนนี้ค่ะ จึงถือได้ว่านี่คือสิงคโปร์สลิงต้นตำรับ ดังนั้นใครมาสิงคโปร์ก็ต้องแวะมาที่ลองบาร์เพื่อชิมเจ้าค๊อกเทลชื่อดังนี้




ลองบาร์อยู่ที่ชั้น 2 ของโรงแรม วันที่เราไปคนแน่นใช้ได้ โชคดีที่มีโต๊ะว่างให้เรา บรรยากาศก็สบายๆ สไตล์บาร์ทั่วไป บนโต๊ะมีเจ้านี่ตั้งอยู่ทุกโต๊ะค่ะ เป็นถั่วอบ กินฟรี กินเท่าไหร่ก็ได้ตามสะดวก กินเสร็จเปลือกโยนทิ้งลงบนพื้นเลยค่ะ ไม่มีการเก็บกวาด (คงกวาดทีเดียว) เป็นเอกลักษณ์ที่แปลกไปอีกแบบ แน่นอนที่เราต้องสั่งสิงคโปร์สลิง ใครไม่สันทัดแอลกอฮอล์ สั่งแบบไม่มีเหล้าก็ได้นะคะ คือเวอร์จิ้น สิงคโปร์สลิง รสชาติจะอ่อนเหล้ากว่าที่เราผสมกันที่เมืองไทย เน้นที่รสชาติน้ำผลไม้ค่ะ ถ้าไปสิงคโปร์อย่าลืมแวะไปชิมกันนะคะ


ค่ำคืนแรกของเราจึงจบลงที่ลองบาร์แห่งนี้ค่ะ สำหรับมื้อเช้าของโรงแรมนี้ถือว่าใช้ได้ค่ะ มีอาหารหลากหลายทั้งแบบแขกและจีน แขกที่พักก็มีทั้ง 2 ชาติปนกัน 




จากนั้นเราก็เก็บกระเป๋ามาเช็คเอาท์กันเพื่อเดินทางต่อไปยังมาเลเซีย รอบนี้เราเดินทางกันเองแบบสบายๆ เวลาไม่เร่งรัดนะคะ แล้วเราก็ได้เจอแดเนียลอีกครั้งซึ่งมารับเราไปส่งสนามบินค่ะ เราเดินทางสู่มาเลเซียด้วยสายการบินซิลค์แอร์ ซึ่งเป็นเครือเดียวกับสิงคโปร์แอร์ไลน์ ใช้เวลาบินราวๆ 1 ช.ม.




สภาพเครื่องค่อนข้างใหม่ แอร์เย็นฉ่ำ ที่นั่งกว้างขวางดีค่ะ มีน้องแอร์ฯ เป็นคนไทยด้วย พูดไทยชัดแจ๋ว มีบริการเสริฟเครื่องดื่มด้วยค่ะ เป็นพวกชา กาแฟ ดื่มชายังไม่ทันหมด คุณพี่กัปตันก็ประกาศว่าเครื่องจะลงซะแล้ว อะไรจะเร็วปานนี้ ขณะที่มองออกไปนอกหน้าต่างก็เจอแต่ต้นไม้เขียวๆ เป็นที่น่าตกใจอย่างยิ่งว่ากัปตันกำลังจะพาเราบินลงกลางทุ่ง และที่นี่คือสนามบินกัวลาลัมเปอร์ ซึ่งเป็นสนามบินใหญ่ และตามปกติไปประเทศไหนก็จะเจอแต่ตึกหรือถนนตอนจะร่อนลง แต่ที่นี่เป็นต้นไม้ล้วนๆ ค่ะ ดิฉันยังนึกอยู่ว่าขนาดเรายังตกใจแค่นี้ แล้วลีมินโฮจะตกใจแค่ไหน (นี่เราอยู่ไหน หรืออาจไม่ตกใจเพราะหลับอยู่) 

สรุปก็คือสนามบินอยู่กลางดงแบบนี้จริงๆ และดูโล่งๆ แปลกๆ พิกลค่ะ ในที่สุดเราก็มาถึงสนามบินกัวลาลัมเปอร์ ร้านนี้เป็นข้อยืนยันได้ด้วยสีสันแสบตาแบบแขกๆ (แต่เจ๊แขกแกมาโบกมือไล่ว่าห้ามถ่าย แต่ดิฉันแชะไปแล้วค่ะ) พิธีการผ่าน ต.ม. ก็แสนสะดวก ไม่มีถามสักคำ ประทับตราลูกเดียว ที่สแกนนิ้วพี่แกก็มีเหมือนที่เกาหลีนะคะ แต่ไม่ใช้ซะงั้น (หรือเพราะว่าเราถือพาสปอร์ตไทย)



เป็นอันว่าเราแลนดิ้งกันที่กัวลาลัมเปอร์แล้ว ตอนหน้าเราไปเที่ยวเคแอลกันค่ะ 





เพิ่มเติมอีกสักนิดนะคะกับข่าวคอนเสิร์ตของมิน ซึ่งช่วงนี้ออกมาแบบสับสนปั่นป่วนวงการกันมาก อัพเดตล่าสุดคือ ที่ไทเป วันที่ 21 ก.ค. ที่เซี่ยงไฮ้ วันที่ 28 ก.ค. 

สำหรับ ส.ค. จะเริ่มที่เวียดนาม ซึ่งสตาร์เฮ้าส์ออกมายืนยันนะคะว่าจัดแน่ในวันที่ 3 ส.ค. แต่เนื่องจากบัตรยังไม่ขายออนไลน์ทำให้คนเริ่มสับสนกัน แต่บัตรมีขายแล้วที่เอเย่นต์ของเวียดนาม และทริปนี้เราจะมีไปกันด้วยอีก 1 ทริป ดิฉันมีเพื่อนร่วมทริปแล้ว ใครสนใจสามารถสมัครเพิ่มเข้ามาได้เลยนะคะ เพราะเหลือเวลาไม่มากแล้วค่ะ 
http://mmerosegarden.blogspot.com/2013/07/more-info-lee-min-ho-2013-global-tour.html




หลังจากนั้นจะเป็นที่ปักกิ่งในวันที่ 10 ส.ค. สำหรับในจีนดิฉันจะไม่จัดไปนะคะ เพราะไม่อยากพาคุณไปตกระกำลำบากกับแฟนคลับจีน (โหดมาก) รวมทั้งเรื่องห้องน้ำที่ไม่ค่อยสะดวกด้วย สำหรับที่ฮ่องกง ใครที่รอคอยอยู่ สตาร์เฮ้าส์บอกมาว่าไม่มีจัดทัวร์คอนเสิร์ตค่ะ ต้องขอแสดงความเสียใจด้วย (เนื่องจากทุรกันดารไม่มากพอ คุณมินไม่ชอบ ชอบของยาก)




ขอทิ้งท้ายด้วยการย้ำเตือนทริปเกาหลีของเราซึ่งยังมีอยู่อย่างต่อเนื่องค่ะ ตอนนี้ที่เปิดให้จองอยู่คือทริปซอลลัล เดินทางช่วงตรุษจีน ตอนนี้ยังมีโปรโมชั่นอยู่ ถ้าคุณสนใจควรรีบจองช่วงนี้นะคะจะได้ซื้อในราคาประหยัด หากพ้นช่วงโปรฯ จะเป็นราคาเต็มค่ะ อย่ารอช้า รีบจองกันเข้ามาเลยนะคะ หากคุณอยากไปเยี่ยมชมสุสานท่านชอยยอง ต้องจองทริปนี้เลยนะคะ เพราะทุกทริปของเราเส้นทางไม่ซ้ำค่ะ 
http://mmerosegarden.blogspot.com/2013/05/activity-trip-touch-of-korea-seollal.html



ไม่มีความคิดเห็น: