วันจันทร์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

[Review] Trip “Colorful Autumn in Jeju” : Day 1




เชื่อว่าหลายท่านคงรออ่านรีวิวทริปเชจูของเราอยู่นะคะ เนื่องจากผู้เขียนมีเวลาจำกัด คราวนี้จึงขอรีวิวฉบับย่อ รายละเอียดของแต่ละสถานที่อาจมีไม่มากนัก เน้นให้คุณได้เห็นว่าเราไปไหนและทำอะไรกันมาบ้างเท่านั้นค่ะ ใครสนใจอยากไปตามรอยของเรา สามารถสอบถามกันเข้ามาเป็นการส่วนตัวได้นะคะ

สำหรับทริปนี้เราเดินทางระหว่างวันที่ 24-28 ต.ค. 2556 จุดหมายปลายทางหลักคือเกาะเชจู หรือเจจูโด ของประเทศเกาหลีใต้ เกาะนี้อยู่ทางใต้สุดของคาบสมุทรเกาหลี เป็นเกาะที่มีความสวยงามขนาดที่ได้รับขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ทริปนี้เราใช้บริการของ Travel Design Air เช่นเดิมค่ะ 




ขออนุญาติแนะนำตัวละครก่อนนะคะ ซึ่งเป็นบุคคลที่ช่วยอำนวยความสะดวก ทำโน่น-นี่-นั่นให้ตลอดการเดินทางของเรา เป็นทีมงานของ Travel Design Air ค่ะ เรามีน้องเจน ( หวานใจทาร์ซาน เพราะเธอบอกว่าไม่อยากเป็นเจนนี่ ) เป็นไกด์ท้องถิ่นของเรา และเธอมีความสามารถในการบรรยายสถานที่ได้ทุกที่ โดยเราไม่ต้องพึ่งพาเจ้าหน้าที่ของแต่ละสถานที่แต่ประการใด แม้แต่ในเรือดำน้ำ เธอก็ยังสามารถค่ะ ส่วนหนุ่มหล่อคือน้องเจมส์ (ซึ่งย่อมาจากเจมส์ บอนด์ ยังไงต้องติดตามกันต่อไปค่ะ) และเรายังมีอีกท่านก็คือ น้องพลอย ซึ่งเป็นหัวหน้าทัวร์ ดิฉันขอสงวนใบหน้าเธอไว้ ถ้าคุณอยากรู้จักเธอ ต้องเดินทางไปกับเราค่ะ (ที่จริงก็คือตอนที่ถ่ายรูปสองคนนี่ น้องพลอยไม่อยู่ค่ะ)



ทริปนี้เราใช้คนขับรถเปลืองมากคือใช้ถึง 3 คนด้วยกัน และใช้สายการบินถึง 3 เจ้าด้วยกัน เริ่มจากสุวรรณภูมิเราใช้บริการของ Business Air สายการบินเช่าเหมาลำสำหรับพี่น้องชาวไทยโดยเฉพาะ ซึ่งคุณจะสุขกายสบายใจระหว่างอยู่บนเครื่อง เพราะแอร์ฯ+สจ๊วร์ตพูดไทยกับคุณ แต่พอลงจากเครื่อง อันนี้ต้องระวังนิดนึงนะคะ เพราะเป็นคนไทยทั้งลำ ดังนั้นทุกทัวร์ก็จะเรียกหาลูกทัวร์ของตัวเอง และถ้าคุณจำหัวหน้าทัวร์ของคุณไม่ได้ มีสิทธิ์สูงที่คุณจะหลงไปกับกรุ๊ปอื่นค่ะ

เมื่อถึงสนามบินอินชอน เรายังต้องไปขึ้นเครื่องต่อที่อีกสนามบินก็คือ สนามบินคิมโป เพื่อเดินทางไปยังเกาะเชจู ซึ่งตรงนี้ก็คือคนขับรถคนที่ 1 ของเราค่ะที่จะพาเราไปยังสนามบินคิมโป เมื่อถึงสนามบินคิมโป เราใช้บริการสายการบินในประเทศ EASTER JET ที่สนามบินคิมโปตกแต่งไว้อย่างสวยงาม จึงมีมหกรรมถ่ายรูปเกิดขึ้นที่นี่




ใช้เวลาบินประมาณ 1 ช.ม. เราก็ถึงเกาะเชจูค่ะ พอไปถึงสิ่งแรกที่เราทำก็คือ...กินค่ะ เพราะหิวแล้ว (หิวมากกก) มื้อแรกของเราก็คือ ข้าวยำเกาหลี (ของแท้) ค่ะ



เนื่องจากโปรแกรมเราแน่นมากกก อิ่มแล้วก็ไปเที่ยวกันเลยค่ะโดยใช้บริการของคนขับรถเบอร์ 2 ของเรา ซึ่งจะบริการเราตลอดเวลาที่อยู่บนเกาะเชจูนี้ เป็นคนขับรถที่หนุ่มที่สุดเท่าที่ดิฉันเคยเจอมา และพี่แกอัธยาศัยดีได้โล่ห์ ทุกครั้งที่เท้าเราเหยียบบันไดเพื่อจะขึ้นรถ จะมีเสียง “อันยองฮาเซโย” ดังมาจากคุณพี่คนนี้ ราวกับติดสัญญาณไว้ตรงประตูเลยทีเดียวเชียวค่ะ

สถานที่แรกที่เราไปก็คือพิพิธภัณฑ์ชาเชียวโอซอลล็อค ที่นี่เป็นทั้งไร่ชาเขียว และมีส่วนที่เป็นพิพิธภัณฑ์ชา รวมทั้งร้านขายขนมและเครื่องดื่มที่ผลิตจากชาเชียว มุมถ่ายรูปยอดฮิตก็คือเจ้าถ้วยชายักษ์นี่ แล้วด้านหลังเป็นไร่ชาเขียวที่ให้เราเข้าไปยืนแอ๊คท่าถ่ายรูปได้ ขอแค่อย่าเด็ดใบชาของเขาค่ะ และด้านบนของพิพิธภัณฑ์ชาจะมีมุมให้คุณสามารถชมไร่ชาทั้งไร่ได้ สวยงามมากๆ และลมแรงมากๆๆๆๆ ค่ะ





และที่พิเศษสำหรับเราก็คือถ้าเราเดินตามลูกศรไปอีกนิดเราจะเจอกับ Innisfree Jeju House ซึ่งเป็นบ้านของ Innisfree ที่ลีมินโฮเป็นพรีเซนเตอร์นั่นเองค่ะ แต่ที่นี่ไม่มีลีมินโฮ มีแต่ผลิตภัณฑ์ออแกนิกล้วนๆ บรรยากาศในร้านร่มรื่นสวยงามมากค่ะ






ดิฉันจึงถือโอกาสนี้เลี้ยง Welcome Drink ลูกทัวร์ด้วยน้ำผลไม้สูตรออแกนิกของที่ร้านนี้ เจ้านี่ก็คือน้ำมะนาวโซดาดีๆ นี่เองล่ะค่ะ แต่ที่เห็นมีสีสันก็คือสีธรรมชาติจากเบอรี่ค่ะ



ชิมน้ำสีสวยๆ กันแล้วเราก็ต้องรีบอำลาที่นี่ไป เพราะมีนัดลงเรือดำน้ำเพื่อชมปะการังใต้น้ำตอน 4 โมงเย็น ขืนไปช้าจะตกเรือค่ะ 

Submarine Tour เป็นบริการท่องเที่ยวใต้น้ำที่ให้เราได้ชมปะการังใต้น้ำแบบตัวไม่เปียก ขั้นแรกเราต้องไปลงเรือธรรมดาก่อนค่ะเพื่อไปตรงจุดที่เรือดำน้ำจอดอยู่





เมื่อไปถึงแล้วก็ลงเรือดำน้ำกันเลย วิธีลงเรือดำน้ำก็ต้องถอยหลังลงแบบนี้นะคะ ข้างในจะทำที่นั่งเป็นแถวไว้สองแถว พอเรือเริ่มดำลงไปจะมีเจ้าหน้าที่เกาหลีคอยบอกให้เราดูทางช่องกระจก ซึ่งเค้าจะมีแผนกล่อปลาค่ะ ก็คือมีเจ้าหน้าที่ดำน้ำลงไปเพื่อเอาอาหารล่อเจ้าปลาทั้งหลายให้ว่ายน้ำมาที่ช่องกระจกให้เราถ่ายรูปค่ะ แล้วเรือก็พาไปดูแนวปะการังสีสันสวยงาม และซากเรือเก่าที่มีบริการฉายไฟเป็นสีสันสวยงามให้ด้วยนะคะ เหมือนได้ดูไลท์แอนด์ซาวด์ใต้น้ำ ใช้เวลานานพอสมควรค่ะ ราวๆ 45 นาที ก็ถือว่าคุ้มค่า (ราคาแพง) และน่าตื่นเต้นดีสำหรับคนที่ว่ายน้ำไม่เป็น ดำน้ำไม่ได้แบบดิฉันนี่แหละค่ะ







เจ้าโขดหินสองก้อนนี่แหละค่ะที่เราดำลงไปดูกัน 




สำหรับโปรแกรมต่อไปคือวัดยักชอนซาค่ะ ที่เกาะนี้ค่อนข้างมืดเร็วมาก 5 โมงเย็นบรรยากาศก็เริ่มโพล้เพล้แล้วค่ะ ไกด์ของเรารีบพาไปถ่ายรูปหมู่ที่วัดก่อนที่ฟ้าจะมืด วัดนี้เป็นวัดสมัยโชซอนที่ใหญ่โตอลังการงานสร้างมาก เป็นที่การันตีว่าโชซอนทำอะไรเล็กๆ ไม่เป็นจริงๆ แม้แต่วัดบนเกาะยังใหญ่โตขนาดนี้ ด้านในอุโบสถมีพระพุทธรูป และมีข้าวสารให้คุณซื้อไปทำบุญได้ แบบเดียวกับที่วัดพงอึนซาที่เราเคยไปกันนะคะ แต่ที่สวยงามของวัดนี้ก็คือ ถ้าคุณออกมายืนด้านหน้าอุโบสถ มองออกไป คุณจะเห็นทะเลค่ะ สวยงามมากๆ







และโปรแกรมปิดท้ายของวันนี้ก็คือ พิพิธภัณฑ์น้องหมีของโจแอนค่ะ โจแอน สตูดิโอ คุณที่เคยไปเที่ยวเกาะเชจู อาจนึกแปลกใจว่าทำไมเราไปที่แปลกแบบนี้ เพราะทัวร์ปกติจะพาคุณไปพิพิธภัณฑ์หมีอันที่เป็นซาฟารี แต่ที่โจแอน สตูดิโอนี้มีบางสิ่งที่คนอื่นไม่มีค่ะ



โจแอน โอ เจ้าของสตูดิโอนี้เป็นศิลปินผลิตหมีเท็ดดี้ที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก กรรมวิธีการผลิตของเธอเป็นแบบแฮนด์เมด คือเธอไม่ใช้เครื่องจักร เธอมีจักรเย็บผ้าช่วยในการตัดเย็บ แต่การวาดแบบ ตัดแบบ ยัดไส้ เย็บปิด ล้วนทำด้วยมือทั้งสิ้น ที่สำคัญเธอเป็นผู้ออกแบบ “จุนแบร์” ตุ๊กตาหมีเซเลบของเบยงจุน และ “มิโนมิ” ตุ๊กตาแทนตัวลีมินโฮที่ใช้ในละคร Personal Taste ซึ่งตุ๊กตาเหล่านี้ไม่มีโชว์หรือวางขายทั่วไป เพราะเป็นลิขสิทธิ์ของเธอแต่เพียงผู้เดียว ถ้าคุณอยากยลโฉม อยากถ่ายรูป และซื้อไปเป็นที่ระลึก ต้องมาที่นี่ที่เดียวเท่านั้นค่ะ

ลูกทัวร์ของเราจึงได้สนุกสนานกับการถ่ายรูปกับหมีลีมิงฮุง (Winter Sonata) หมีทัมด๊อก (The Legend) และมิโนมิยักษ์ (Personal Taste) และได้ซื้อหาเจ้ามิโนมิของแท้กลับไปนอนกอดที่บ้านด้วยค่ะ ที่จริงตอนที่เราไปที่นี่ปิดแล้ว เพราะเข้าสู่ฤดูหนาว ฟ้ามืดเร็ว เค้าเลยปิดทำการเร็วกว่าปกติเพื่อให้พนักงานรีบกลับบ้าน แต่เห็นแก่พวกเรา (กะเหรี่ยงหลง) ที่หน้าตาเหลอหลามากันไกลเพื่อที่นี่ (ที่จริงเพื่อมิโนมิ) โดยเฉพาะ จึงให้เราเข้าชมและซื้อของได้









เมื่อชมหมีกันเสร็จสรรพก็ถึงเวลากินแล้วค่ะ สำหรับมื้อนี้เป็นแฮมุลทัง หรือซีฟู้ดหม้อไฟ เมื่อมาถึงทะเลแล้วเราก็ควรได้กินอาหารทะเลสดๆ กันนะคะ นอกจากนั้นจากการนำเสนอของน้องเจน ดิฉันจึงได้จัดอาหารพิเศษมาเสริมให้ มันก็คือปลาหมึกและหอยเป๋าฮื้อสดๆ เป็นๆ ค่ะ ถ้าคุณเคยดู “กวนมึนโฮ” คุณคงเห็นฉากที่มีการกินปลาหมึกเป็นๆ นะคะ แต่ที่จริงแล้วที่นี่เค้าเสริฟแบบตัดมาเป็นชิ้นๆ ค่ะ แน่นอนที่มันยังดิ้นดุกดิกอยู่ แต่ในความเป็นจริงก็คือมันไปสวรรค์แล้วตั้งแต่ตอนถูกตัดแล้วล่ะค่ะ แต่เซลล์ในร่างกายยังทำงานอยู่เท่านั้น และเค้าจะมีการราดซอสน้ำมันงามาให้ด้วยเพื่อความหอม ซึ่งเราเสริฟให้ได้ลิ้มลองกันทุกโต๊ะ ไม่ทราบว่ามีโต๊ะไหนได้ลองกินสดๆ ดิ้นๆ เลยมั้ย แต่โต๊ะของดิฉันเพื่อลดความสยดสยองจึงอัญเชิญมันลงไปในหม้อไฟก่อนกินค่ะ อาจจะดูเป็นคนบาปไปอยู่บ้าง แต่เมื่อมาถึงถิ่นที่มีอาหารทะเลสดๆ จริงๆ แบบนี้ให้ชิมกันแล้ว ก็ไม่อยากให้พลาดโอกาสกันนะคะ สักครั้งในชีวิตค่ะ



สำหรับที่พักในเชจูของเรา ซึ่งเราจะพักอยู่ 2 คืนคือ โรงแรมโรเบอโรแห่งนี้ค่ะ ห้องพักสะอาด สะดวกสบาย ไม่คับแคบจนเกินไปค่ะ แต่ WiFi มีเฉพาะที่ล๊อบบี้เท่านั้น ใครอยากเล่นต้องลงมาข้างล่างค่ะ




สำหรับวันต่อไปเราจะไปเที่ยวไหนกันต่อนั้น โปรดติดตามตอนต่อไปค่ะ 




สำหรับท่านที่อยากไปสัมผัสกับประสบการณ์สนุกๆ แปลกไม่ซ้ำใครกับเราแบบนี้ ตอนนี้ยังเหลือทริปซากุระ 2014 ให้คุณจับจองกันได้นะคะ สำหรับทริปฤดูหนาวของเราเต็มแล้วค่ะ ต้องขอโทษด้วย สำหรับทริปซากุระปีหน้าเราจะไปเที่ยวทะเลกันอีกค่ะ คราวนี้จะเป็นปูซาน และแน่นอนที่คุณจะได้เที่ยวตลาดปลาและชิมซาซิมิแบบสดๆ จากทะเลกันค่ะ ถ้าไม่อยากพลาด รีบจองกันเข้ามานะคะ



และสำหรับการพรีออเดอร์ OST "The Heirs" - Part 1 ดิฉันขอปิดรับเพียงเท่านี้นะคะ  ท่านที่โอนเงินมาแล้วจะได้รับเมล์ตอบกลับไปเรียบร้อยแล้ว  ตอนนี้ก็รอแค่ของมาถึงแล้วจะรีบจัดส่งให้นะคะ น่าจะไม่เกินปลายเดือนนี้ค่ะ  

สิ่งที่คุณจะได้รับก็คือ แผ่นซีดีเพลงประกอบละคร The Heirs ชุดที่ 1 นำเข้าจากเกาหลี  ซึ่งในชุดจะมีบุ๊คเล็ตเล่มเล็กๆ มาให้ด้วย เป็นภาพจากละครค่ะ  และแถมพิเศษให้คุณก็คือโปสเตอร์ลีมินโฮ  ซึ่งไม่ใช่แถมมาในชุดนะคะ แต่ดิฉันแถมให้พิเศษสำหรับแฟนบล็อกของเราเท่านั้นค่ะ




ไม่มีความคิดเห็น: