วันอังคารที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

Let’s go to the sea - Maldives / มัลดีฟส์




ช่วงนี้อากาศบ้านเราร้อนสุดๆ เลยนะคะ อากาศแบบนี้คงทำให้หลายท่านโหยหาท้องทะเลสีครามกับฟ้าใสๆ งั้นเราไปเที่ยวทะเลกันดีกว่า

เมื่อพูดถึงทะเลสีคราม ฟ้าสวยใส นอกจากบ้านเราแล้ว เกาะในฝันของคนส่วนใหญ่ คงไม่พ้นที่นี่ค่ะ มัลดีฟส์ ก่อนจะพาคุณไปเที่ยวมัลดีฟส์ ว่าทำไมต้องเป็นมัลดีฟส์? มัลดีฟส์มีดียังไง? แล้วจะไปยังไง? ไปช่วงไหนดี? ต้องมีงบเท่าไหร่? เริ่มต้นที่มารู้จักมัลดีฟส์กันก่อนดีกว่าค่ะ



มัลดีฟส์ (Maldives) หรือชื่อทางการคือ สาธารณรัฐมัลดีฟส์ (Republic of Maldives) มีภาษาพื้นเมืองคือ ดิเวฮิ ชาวบ้านที่นี่เป็นชาวดราวิเดียนและสิงหล เป็นประเทศที่มีพื้นที่ประกอบด้วยหมู่เกาะปะการังจำนวนมากในมหาสมุทรอินเดีย และตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศอินเดียและศรีลังกา

ชาวมัลดีฟส์โบราณนับถือศาสนาพุทธเป็นศาสนาหลัก ต่อมาในคริสต์ศวรรษที่ 12 มัลดีฟส์ได้เปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลาม และมีสุลต่านราชวงศ์ต่าง ๆ เป็นผู้ปกครองประเทศในยุคแรกๆ ต่อมาชาวโปรตุเกสได้พยายามเข้ายึดครองมัลดีฟส์ตั้งแต่คริสตวรรษที่ 13 และ ประสบความสำเร็จในปี ค.ศ. 1558 (พ.ศ. 2101) และได้ปกครองมัลดีฟส์อยู่เป็นเวลา 15 ปี ต่อมาในปี ค.ศ. 1573 (พ.ศ. 2116) มีการสถาปนาการปกครองระบบสุลต่านขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ในปี ค.ศ. 1887 (พ.ศ. 2430) อังกฤษได้แผ่อิทธิพลในแถบมหาสมุทรอินเดีย สุลต่านมูฮัมหมัด มูอีนุดดีนที่ 2 (Muhammad Mueenudhdheen II) จึงได้ทำความตกลง The Agreement on December 16th , 1887 กับอังกฤษ ซึ่งส่งผลให้มัลดีฟส์อยู่ภายใต้การอารักขาของอังกฤษ

ในปี ค.ศ. 1948 (พ.ศ. 2491) อังกฤษให้เอกราชแก่ศรีลังกา มัลดีฟส์จึงแยกตัวออกจาก ศรีลังกา โดยยังคงสถานะเป็นรัฐในอารักขาของอังกฤษ ต่อมาในปี ค.ศ. 1954 (พ.ศ. 2497) ได้มีการสถาปนาระบบสุลต่านขึ้นอีกครั้ง โดยมีการปกครองโดยรัฐสภา เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม ค.ศ. 1965 (พ.ศ. 2508) อังกฤษได้มอบเอกราชให้แก่ มัลดีฟส์ หลังจากเป็นดินแดนในอารักขาของอังกฤษเป็นเวลา 79 ปี แต่อังกฤษยังคงเช่าเกาะกาน (Gan Island) ทางตอนใต้สุดของประเทศไว้เป็นฐานทัพถึงปี ค.ศ. 1986 (พ.ศ. 2529)

ปัจจุบันมัลดีฟส์ยกเลิกระบบสุลต่านและได้เปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตยแบบสาธารณรัฐ โดยมีประธานาธิบดีจากการเลือกตั้งเป็นผู้บริหารประเทศ ด้วยภูมิหลังเช่นนี้ชาวมัลดีฟส์จึงพูดภาษาอังกฤษได้เป็นอย่างดี

มัลดีฟส์มีลักษณะภูมิประเทศเป็นหมู่เกาะ ประกอบด้วยหมู่เกาะปะการัง 26 กลุ่ม หรือที่เรียกว่า atoll รวม 1,190 เกาะ มีประชากรอาศัยอยู่เพียงประมาณ 200 เกาะ และได้รับการพัฒนาเป็นโรงแรมสำหรับนักท่องเที่ยว 74 เกาะ รีสอร์ทที่นี่จะต่างจากเกาะแถวบ้านเรา ที่ใช้วิธีจับจองหาด ดังนั้นหนึ่งเกาะอาจมีหลายๆ รีสอร์ท แต่ที่นี่แบ่งเป็นเกาะใครเกาะมัน หนึ่งรีสอร์ทต่อหนึ่งเกาะกันไปเลย เหมือนเป็นเกาะส่วนตัว



มัลดีฟส์มีภูมิอากาศเป็นแบบเขตร้อนชื้น อุณหภูมิเฉลี่ย 27 – 30 C ตลอดทั้งบีช่วงที่ปราศจากมรสุม ได้แก่ ช่วงเดือนธันวาคม – มีนาคม ถ้าไปช่วงหน้ามรสุมอาจเจอฝนบ้าง แต่ฝนที่นี่จะตกไม่นาน หลังฝนตกน้ำทะเลจะสวยใสเป็นพิเศษ





ทีนี้มาถึงการไปเที่ยวมัลดีฟส์กันบ้างค่ะ ต้องบอกก่อนว่าที่นี่ไม่เหมาะสำหรับนักผจญภัยและนักแบ็คแพ๊ค เนื่องจากลักษณะรีสอร์ทจะเป็นอย่างที่ดิฉันบอกไปคือจองเกาะกันคนละเกาะเหมือนเกาะส่วนตัว การจะเข้าถึงเกาะต่างๆ เหล่านั้นต้องอาศัยเรือสปีดโบ๊ตหรือเครื่องบิน Sea Plane เท่านั้น และพวกนี้เป็นบริการส่วนตัวเหมือนแท๊กซี่ คุณจึงจำเป็นต้องซื้อแพ็คเกจจากทางรีสอร์ท ซึ่งในแพ็คเกจจะรวมเบ็ดเสร็จทั้งค่าเรือหรือเครื่องบิน ค่าที่พัก ค่าอาหารและเครื่องดื่ม ดังนั้นคุณจ่ายครั้งเดียวแล้วแทบไม่ต้องจ่ายอะไรอีกเลยค่ะ

ดังนั้นอันดับแรกคุณต้องเลือกก่อนว่าต้องการไปที่รีสอร์ทไหน ซึ่งมีทั้งแบรนด์ต่างชาติและของไทยเรา (คนไทยไม่แพ้ใครในโลก) จากนั้นค่อยไปดูราคาแพ็คเกจของแต่ละรีสอร์ทว่าเป็นยังไงบ้าง ในแพ็คเกจรวมค่าอะไรไว้บ้าง ดิฉันแนะนำให้คุณดูแบบรวมทุกอย่าง ก็คือค่าเรือหรือเครื่องบินไป-กลับ, ค่าที่พัก, ค่าอาหารทั้ง 3 มื้อของทุกวันที่คุณพักอยู่ที่นั่น ซึ่งส่วนใหญ่จะรวมอาหารว่างยามบ่ายกับเครื่องดื่มทั้งแอลกอฮอล์และไม่แอลกอฮอล์ไว้เสร็จสรรพ ถือว่าคุ้มมากๆ ค่ะ กินฟรีกันตลอดรายการ และอาหารส่วนใหญ่จะเป็นบุฟเฟ่ต์ นั่งกินชิลๆ กลางทะเลกันเลยทีเดียว




สำหรับที่พัก ไหนๆ จะไปทั้งทีแล้วก็ขอแนะนำห้องพักแบบ Water Villa นะคะ ถึงราคาจะจัดหนักหน่อยแต่คุ้มค่าค่ะ เพราะคุณจะมีวิลล่าส่วนตัวในน้ำ กลางหมู่ปะการัง จะมีปลามาแหวกว่ายให้คุณได้ชมถึงบันไดบ้าน พอลงบันไดก็ดำน้ำชมปะการังกันได้เลยค่ะ มีระเบียงให้อาบแดด ให้ชมพระอาทิตย์ตกทะเล โรแมนติกกันสุดๆ ทีเดียว



นอกจากที่พักและอาหารที่รวมอยู่ในค่าแพ็คเกจแล้ว ตามรีสอร์ทมักมีกิจกรรมพิเศษไว้เสริมแก้เบื่อสำหรับคุณที่เป็นคนไฮเปอร์ ไม่ชอบนั่งกินลมชมวิวอย่างเดียว ซึ่งกิจกรรมต่างๆ เหล่านี้ต้องเสียเงินเพิ่มค่ะ อาทิเช่น นั่งเรือบินชมเกาะ (ดิฉันเรียกไม่ผิดนะคะเพราะมันเป็นเครื่องบินที่จอดในน้ำ) ออกทะเลไปตกปลา หรือจะไปดำน้ำลึกชมฉลามวาฬ อะไรประมาณนี้ค่ะ

มัลดีฟส์ใช้เงินสกุลรูฟิย่าห์ แต่ตามโรงแรมรับยูเอสดอลลาร์อยู่แล้วค่ะ ดังนั้นมีเงินยูเอสดอลลาร์ติดตัวไปก็พอแล้วค่ะ ไปมัลดีฟส์ไม่ต้องใช้วีซ่า ใช้แต่พาสปอร์ตเท่านั้น อยู่ได้ถึง 30 วันค่ะ

 


สายการบินที่ให้บริการเดินทางสู่มัลดีฟส์ก็มี Bangkok Airways ของไทยเราค่ะ บินตรงสู่มาเล่ เมืองหลวง (เล็ก) ของมัลดีฟส์ ใช้เวลาเพียง 4 ช.ม. เท่านั้น หรือเป็นสายการบินต่างชาติที่ต้องไปแวะเปลี่ยนเครื่องยังประเทศของสายการบินนั้นๆ ซึ่งแปลว่าคุณต้องเสียเวลาอีกหน่อยในช่วงเปลี่ยนเครื่อง ซึ่งก็มี Singapore Airlines, Srilankan Airlines, Malaysia Airlines

มัลดีฟส์เป็นประเทศแขกหรืออิสลามนั่นเองค่ะ ดังนั้นจะเคร่งครัดเรื่องเครื่องดื่มมึนเมาต่างๆ และอาหารต้องห้าม อย่างเช่น เนื้อหมู จึงไม่ควรอย่างยิ่งที่จะพกไปเองจากบ้าน (เพื่อ???) ไม่มีความจำเป็นนะคะเพราะที่รีสอร์ทมีบริการคุณอยู่แล้วค่ะ




ทีนี้มาถึงเรื่องสำคัญมากๆ นะคะก็คือเรื่องงบประมาณ บอกได้เลยว่าการจะไปเที่ยวมัลดีฟส์นั่นคุณควรตั้งงบไว้ที่หลักครึ่งแสนขึ้นไปค่ะ ถึงราคาอาจจะฟังดูน่าตกใจ แต่ก็ถือว่าคุ้มค่านะคะ เพราะราคาแพ็คเกจนั้นรวมทุกอย่าง คุณแทบไม่ต้องจ่ายอะไรเพิ่มอีกเลย ถ้าคุณชอบแค่นั่งกินลมชมวิว ดำน้ำตื้นหน้าบ้านทั้งวันทั้งคืน แบบนั้นเรียกได้ว่าไม่ต้องจ่ายอะไรอีกแล้วค่ะ เพราะอาหารเครื่องดื่มมีบริการให้คุณตลอดทั้งวัน และคุณอยู่บนเกาะ ไม่มีที่ให้ช้อปปิ้งนะคะ ไปเพื่อพักผ่อนจริงๆ ค่ะ นอน กิน ดำน้ำ ชมดาว ปาร์ตี้ แช่น้ำในอ่างจากุซซี่ ประมาณนี้ค่ะ ในห้องพักมีบริการครบครันเหมือนโรงแรมหรูทั่วไป ทั้งทีวี ดีวีดี WiFi (กรี๊ดดดด ชีวิตขาดไม่ได้) แม้แต่ชา-กาแฟ มินิบาร์ ก็มีเหมือนโรงแรมในเมืองใหญ่เป๊ะๆ เลยค่ะ

ถ้าฝันของคุณคือการไปเยือนมัลดีฟส์สักครั้ง เริ่มวางแผนการออมของคุณได้แล้วค่ะ มันอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมค่ะ และที่นี่ต้องบอกว่าเที่ยวง่ายมากๆ คุณไม่ต้องการดิฉันหรือกูรูท่องเที่ยวคนไหนๆ แค่มีเงินและจองแพ็คเกจก็ไปได้เลยค่ะ




แต่ถ้าทะเลมัลดีฟส์เกินงบของคุณ ลดลงมาครึ่งหนึ่งแล้วไปเที่ยวทะเลตะวันออกที่เกาหลีกับเราในฤดูใบไม้ร่วงนี้ก็ได้ค่ะ เราจะพาคุณไปนั่งรถไฟเลียบทะเลตะวันออกแสนสวย และแวะชมสถานีรถไฟที่อยู่ใกล้ทะเลมากที่สุดในโลกที่ถูกบันทึกไว้ในกินเนสส์บุ๊ค จองดองจิน รถไฟสายนี้ปิดปรับปรุงมานาน เพิ่งเปิดได้ไม่นานนี้เอง บางท่านอาจบอกว่าเคยไปแล้ว แต่คุณแน่ใจหรือคะว่านั่นใช่รถไฟสายโรแมนติกของจริง? เพราะของจริง ที่นั่งจะหันหน้าออกทะเลค่ะ มีกระจกบานกว้างกว่ารถไฟทั่วไปเพื่อให้คุณชมทะเลได้เต็มที่ รถไฟสายนี้วิ่งจากสถานีคังนึงถึงซัมชกเท่านั้น และวิ่งเป็นรอบเป็นเวลา ไม่ได้วิ่งทั้งวันเหมือนรถไฟสายปกติ ถ้าอยากสัมผัสรถไฟสายโรแมนติกของจริง ต้องไปกับเราค่ะ อย่าพลาดกันนะคะกับฤดูใบไม้ร่วงนี้ค่ะ

ไม่มีความคิดเห็น: